South Watch.org South Watch.org
รายงานเสวนา

สัมมนาโครงการเปิดประเด็นหนังสือ

เผชิญภัยคุกคามโลกในศตวรรษที่ 21 กับความมั่นคงที่ยั่งยืน


เสวนาเปิดประเด็นหนังสือ "เผชิญภัยคุกคามโลกในศตวรรษที่ 21 กับความมั่นคงที่ยั่งยืน" จัดขึ้นในงานจุฬาวิชาการ'51 โดย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะทำงานวาระทางสังคม เมื่อวันที่ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 เวลา 13.00-16.00 ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ชั้น 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หนังสือ "เผชิญภัยคุกคามโลกในศตวรรษที่ 21 กับความมั่นคงที่ยั่งยืน" ถอดความมาจาก Global Responses to Global Threats : Sustainable Security for the 21st Century ของ กลุ่มวิจัยอ็อกซ์ฟอร์ด( Oxford Research Group ) ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิชาการอิสระที่ดำเนินงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางบวก ในประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคงในระดับชาติและระหว่างประเทศ สำหรับรายงานฉบับนี้ กลุ่มวิจัยอ็อกซ์ฟอร์ดนำเสนอภาพรวมของปัจจัย 4 กลุ่มที่ชี้ว่าเป็นสาเหตุรากเหง้าของความขัดแย้งและความไม่มั่นคงของโลกทุกวันนี้และน่าที่จะเป็นตัวกำหนดความขัดแย้งในอนาคตด้วย ได้แก่

  1. ความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
  2. การแย่งชิงทรัพยากร
  3. การเบียดขับโลกส่วนใหญ่ให้อยู่ชายขอบ
  4. การแผ่ขยายการทหารทั่วโลก

ปัจจัยเหล่านี้ กำลังเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้างทั่วโลก และกำลังน่าสนใจอยู่ในขณะนี้ รวมทั้งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เรากำลังประสบอยู่หรืออาจจะกำลังเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ความน่าสนใจในเนื้อหาจึงนำมาสู่การเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันในหมู่นักวิชาการ นักศึกษา และนักเรียนที่เป็นคนรุ่นใหม่ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกทุกวันนี้

ผศ.ดร.นฤมล อรุโณทัย รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ กล่าวเปิดประเด็นถึงภัยคุกคามโลก และแนวโน้มโลกในอนาคตที่ฝ่ายวิจัยของมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่ามีงานวิจัยเร่งด่วนที่ต้องทำอยู่ 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.พลังงาน 2.อาหารและน้ำ 3.โรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ 4.ภาวะโลกร้อน และ 5.สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งทั้ง 5 ประเด็นนี้ล้วนเป็นปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ และกำลังหาทางเยียวยาแก้ไข โดยตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรบนโลกใบนี้อย่างระมัดระวังมากขึ้น หากเราเคยเล่นเกมส์ Ecological Footprint ก็จะพบว่าที่ผ่านมามนุษย์ส่วนมากล้วนบริโภคทรัพยากรอย่างล้นเกินแทบทั้งสิ้น จึงเกิดเป็นกระแสทางเลือกอื่นๆ อีกมากมาย บนสังคมโลกที่ผุดขึ้นมาท่ามกลางความวุ่นวายและภัยคุกคามเหล่านี้ อาทิ กระแส Slow Food คืออาหารแบบช้า ๆ ท่ามกลางวิถีบริโภคแบบ Fast Food ที่เราชอบไปกินกัน และมีวิถีทางเลือก Slow food Slow Life หรือมีวิถีเรียบง่ายตามสมัครใจ หรือท้ายสุดแล้ว เราก็ต้องกลับมาสู่ความเรียบง่ายโดยถูกบังคับ ที่เราเลือกไม่ได้

ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย เป็นนักวิจัยประจำสถาบันสังคม จุฬาฯ พูดถึงหนังสือเล่มนี้ว่า ได้หยิบยกประเด็นปัญหาโลกที่สำคัญ ๆ หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นสิ่งแวดล้อม โลกร้อน พลังงาน และสงคราม แต่เรื่องที่หนังสือเล่มนี้สนใจแต่ไม่ได้หยิบมาเป็นประเด็นคือเรื่อง "ความไม่เป็นธรรม" ทั้งที่หนังสือเล่มนี้พูดค่อนข้างชัดว่า ในโลกสมัยใหม่มีคนบางประเทศ คนบางกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ค่อนข้างมาก เช่น คน ๆหนึ่งใช้โลกถึง 3-4 ใบ แต่คนบางคนจะใช้โลกเพียงแค่ใบเดียวก็ยากแล้ว แม้หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ทำเรื่องนี้ให้เด่นชัด แต่ก็ทำให้เราเห็นถึง ภาวะการโยงใยของโลกทั้งหมดว่า ไม่ว่าจะเกิดเหตุขึ้นที่ใดก็ตาม สุดท้ายผลกระทบก็จะโยงใยมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งกลับมาสู่ผู้สร้าง ก็คือมนุษย์เรานั่นเอง

ความไม่เป็นธรรมนั้นได้สอดแทรกอยู่ในทุกเรื่อง แม้แต่ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม อย่างการใช้ทรัพยากรของประเทศในโลกซีกเหนือโดยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศแถบอาฟริกาอย่างมาก โดยดูจากอัตราการตายอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน แม้แต่ในประเทศไทย ความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมก็มีให้เห็นทั่วไป เช่น กรณีของกะเหรี่ยงคลิตี้ในจังหวัดกาญจนบุรี ที่ประสบกับปัญหาได้รับพิษจากสารตะกั่ว บ่งบอกถึงความไม่เป็นธรรมในการใช้ทรัพยากร และความไม่เข้าใจในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสังคมกับนิเวศน์ที่ต้องดำเนินไปด้วยความเกื้อกูลกัน แต่ทุกวันนี้มันไม่ง่ายเช่นนั้น เพราะมันเกี่ยวพันไปถึงทุนขนาดใหญ่ ทุนข้ามชาติ องค์กรขนาดใหญ่ ที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ขององค์กรตามระบบบริโภคนิยมมากกว่าความเข้าใจในการใช้โลกร่วมกัน อยากให้เราลองเข้าไปดูสารคดีเรื่อง "The story of Stuff" Download ได้จาก http://www.ftawatch.org/index.php ในสารคดีเรื่องนี้จะทำให้เราเห็นว่า สภาวะสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาตอนนี้ มันเชื่อมโยงกับระบบบริโภคนิยมอย่างไร และมันทำให้เห็นว่าระบบบริโภคนิยมมันทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ในชีวิตอย่างไร

กฤษฎา บุญชัย นักศึกษาปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงเรื่อง "ข้าว" ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ แม้ราคาข้าวจะสูง แต่เกษตรกรผู้ปลูกกลับไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ อันเนื่องมาจาก 1.ระบบโครงสร้างที่ผูกขาด ไม่ว่าจะเป็นบริษัทผู้ค้าข้าว บริษัทค้าเมล็ดพันธุ์ บริษัทค้าปุ๋ย บริษัทค้าเรื่องยา ซึ่งมีไม่กี่บริษัทที่ได้รับผลประโยชน์ 2.ภาวะโลกร้อน ทำให้มีปัญหาต่อพันธุ์พืช และความหลากหลายทางชีวภาพลดลง รวมทั้งความผันผวนของภัยภิบัติน้ำท่วม ฝนแล้ง เหล่านี้ล้วนทำให้เกิดวิกฤตอาหารโลก 3.กรณีการปลูกพืช GMOหรือ สิ่งมีชีวิตแปลงพันธุ์ โดยคำโฆษณาของมันก็คือ สามารถต่อต้านโรคแมลงทั้งหลาย โดยไม่ต้องใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช ปัญหาก็คือบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเมล็ด GMO เหล่านี้ ที่เรารู้จักกันดีก็คือ บริษัทมอนซานโต้ ที่กำลังเผยแพร่พันธุ์พืช GMO ทั้งหลาย ทำให้มันได้แพร่กระจายออกไปทั่ว จนไปกระทบต่อพันธุ์พืชอื่น ๆ ในวงกว้าง อาจสร้างความเสียหายต่อพืชพันธุ์หลากหลายในอนาคต และอาจก่อให้เกิดเกษตรเชิงพันธสัญญา ที่ทำให้เราต้องพึ่งพาบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ศุภกิจ นันทะวรการ เป็นนักวิจัยประจำมูลนิธินโยบายสุขภาวะ เห็นว่าการใช้พลังงานในประเทศไทย โดยเฉพาะการใช้พลังงานไฟฟ้า ปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศบริโภคพลังงานไฟฟ้าเป็นส่วนน้อย คิดเป็นร้อยละ 8 ของปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ตรงกันข้ามกับธุรกิจอุตสาหกรรมซึ่งมีเพียงไม่กี่ราย กลับใช้พลังงานไฟฟ้าถึงร้อยละ 72 ดังนั้นการบริโภคพลังงานไฟฟ้าอย่างมากมายของธุรกิจอุตสาหกรรมเพียงไม่กี่รายนี้ กลับทำให้เกิดภาระการนำเข้าพลังงานของประเทศไทยอย่างมาก จนปัจจุบันนี้ มูลค่าการนำเข้าพลังงานของประเทศ น่าจะมีมูลค่าเป็น 1 ล้านล้านบาทแล้ว

ส่วนทางเลือกของพลังงาน ก็มีอย่างหลากหลาย บางอย่างก็เป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่าสมควรหรือไม่ เช่น พลังงานนิวเคลียร์ แม้จะมีตัวเลขโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่สร้างแล้วถึง 445 โรงทั่วโลก แต่มันไม่ได้หมายถึงว่าไม่มีปัญหา ตรงกันข้าม มันก่อให้เกิดปัญหาอย่างมากโดยเฉพาะกากของเสียนิวเคลียร์ที่ไม่สามารถกำจัดได้ และอาจสร้างความเสียหายต่อโลกในอนาคต การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ก็ทำให้เกิดการต่อต้านของชุมชนในท้องถิ่นนั้นทุกครั้งไป เพราะก่อให้เกิดการทำลายป่าและระบบนิเวศน์เสียหายอย่างมาก กระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน คงเหลือพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบอื่น ที่ยังเป็นความหวังถึงพลังงานสะอาดและการพัฒนาให้เกิดการใช้งานจริงได้ จากตัวเลขในปี พ.ศ.2550 จะเห็นว่ามีภาคเอกชนจำนวนมากเสนอจัดทำพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเยอะมากจากปีก่อน ๆ ที่ผ่านมา โดยที่เอกชนผู้ผลิตเหล่านี้ก็มีการเสนอนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในรูปแบบต่างๆ กัน คือ พลังงานจากแกลบ พลังงานจากก๊าซชีวภาพ พลังงานจากกากอ้อย พลังงานจากทะลายปาล์ม พลังงานจากฟางข้าว พลังงานจากเศษไม้ พลังงานจากพลังน้ำ พลังงานจากขยะชุมชน ฯลฯ

พร้อมกันนี้ได้แนะนำนิตยสาร "พลัง+งาน" ในนิตยสารเล่มนี้จะบอกถึงตัวอย่างที่จริงที่เกิดขึ้น ในภาคครัวเรือนบางพื้นที่เขาก็เริ่มทำแล้ว ชุมชนในชนบทบางพื้นที่มีการวางแผนพลังงานเองว่าเขาจะใช้กันเท่าไหร่ หรือในแต่ละชุมชน แต่ละตำบล เขามีทรัพยากรพลังงานอะไรอยู่บ้าง จะเอามาใช้ได้อย่างไร กระบวนการเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นหลายสิบชุมชนแล้ว โรงงานหลายที่ก็มีทรัพยากรพลังงานเอง แทนที่จะซื้อพลังงานจากข้างนอก ก็หันมาใช้พลังงานของตัวเอง Ffpฉบับปฐมฤกษ์นี้ เป็นเรื่อง"จากขี้หมูสู่เตาแก็ส" มีฟาร์มเลี้ยงหมูแห่งหนึ่ง ขี้หมูจากฟาร์มมีกลิ่นเหม็นมาก ก่อปัญหาให้กับชาวบ้านมาเป็นเวลานาน ปรากฏว่าก็สามารถนำเอาเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพมาแก้ปัญหา หากประชาชนสนใจสามารถส่ง E-mail สมัครสมาชิกไปได้ที่ Energy_MD@hotmail.com เพื่อเป็นช่องทางการเรียนรู้ต่อไป

เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช ศูนย์ศึกษาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทุกภาคส่วนของโลก เป็นภัยคุกคามอย่างหนึ่ง

ในหนังสือจะเน้นถึงการใช้กำลังทหาร การสะสมกำลังอาวุธ จึงมีคำถามตามมาอีกว่า หากเราลดเฉพาะภัยคุกคามทางด้านทหารคือ ลดกำลังทหารกับลดกำลังอาวุธ จะสามารถลดภัยคุกคามทางด้านความรุนแรงในโลกได้หรือเปล่า เรามักมีความเข้าใจว่าการมีอาวุธเป็นการป้องกันตัวได้ การมีอาวุธกับการสร้างความปลอดภัยให้กับตัวเอง รู้สึกว่ามันมีความสัมพันธ์กัน นี่เป็นความรู้สึก แต่มันจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า หากถามว่าการมีอาวุธแล้ว มันเป็นการป้องกันตัวเองได้จริงหรือเปล่า จึงเป็นอีกคำถามหนึ่งของความรุนแรง เพราะภัยคุกคามต่อโลก มันไม่ได้เริ่มจากความเป็นรัฐ หรือผู้นำจากขั้วอำนาจของโลก แท้จริงแล้วภัยคุกคามของโลกมันเริ่มจากตัวมนุษย์ที่อยู่บนโลก ดังนั้นในฐานะที่เราเองแต่ละคนก็มีความเป็นมนุษย์โลกอยู่แล้ว เราน่าจะใส่ใจกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในตัวเราด้วย อย่างน้อยเราก็มีความสามารถในการบริหารจัดการความรุนแรงของตัวเราเองได้มากกว่าที่จะบริหารจัดการความรุนแรงของโลก

การใช้ความรุนแรง

เรื่องการใช้ความรุนแรงก็คือ ไม่ว่าจะอยู่ในระดับบุคคลจนถึงระดับสังคม รัฐ หรือประเทศชาติ ต่างก็มักมีข้ออ้างต่อการใช้ความรุนแรง เช่น ในระดับโลกก็มีการจิตวิทยาความรุนแรง คือสงครามต่อต้านการก่อการร้าย กลายเป็นประเด็นใหญ่ไปทั่วโลก ทันทีที่รัฐบาลอเมริกาพูดถึงสงครามต่อต้านผู้ก่อการร้าย ทุกฝ่ายในโลกก็ออกมาขานรับ รวมทั้งประเทศไทยก็ขานรับด้วย ทีแรกเราก็ไม่มีผู้ก่อการร้าย แต่ในเมื่อเราต้องทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย เพราะมันเป็นนโยบายของโลกที่ต้องร่วมกันทำนโยบายต่อต้านการก่อการร้าย ถ้าประเทศไหนไม่มี ก็ต้องสร้างผู้ก่อการร้ายขึ้นมา เพื่อที่จะได้ทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย เราก็จะสร้างข้ออ้างในการสร้างความรุนแรง เพราะฉะนั้นในทุกสังคม ทุกประเทศ เวลาที่จะใช้ความรุนแรง มักจะหาข้ออ้างเสมอ

เหตุของการใช้ความรุนแรง

มีนักวิขาการที่พูดถึงเรื่องทฤษฎีสันติภาพ เขาพูดถึงเรื่อง Polemology หรือ Polemos คือ สงครามต่อต้านผู้เป็นอื่น กล่าวคือ เป็นการสร้างความเกลียดชังเพื่อที่จะต่อต้านผู้อื่น คนที่เป็นเพื่อนเป็นมิตรกันไม่ค่อยจะทะเลาะกันหรือฆ่าฟันกันนัก แต่เวลาจะฆ่าฟันกันก็ต้องฆ่าฟันผู้อื่น เขาใช้คำมาจากภาษากรีกหมายถึง War against the foreign ซึ่งการเกิดความเกลียดชังเช่นนี้ เกิดขึ้นมาแล้ว อย่างประเทศรวันดา กลุ่มฮูตูและทุซซี่ ที่รบราฆ่าฟันกันในประวัติศาสตร์ยาวนานด้วยเรื่องของชาติพันธุ์ ประเทศไทยเองก็มีเรื่องชาติพันธุ์ทางภาคเหนือ กลุ่มชาติพันธุ์ย่อย ๆ ตามพรมแดน หรือ 3 หวัดชายแดนภาคใต้ก็มีเรื่องของการพยายามจะใช้ชาติพันธุ์มาเป็นเครื่องมือในการสร้างความเกลียดชัง หรือเอาความต่างในชาติพันธุ์มาเป็นเครื่องมือในการสร้างความเกลียดชัง

โดยสรุปแล้วความรุนแรงในสังคม นอกจากความรุนแรงที่กำลังหวาดหวั่นอยู่ในขณะนี้ ตั้งแต่การทะเลาะกัน ตีกัน ยิงกัน ฆ่าฟันกัน เหล่านี้นักศึกษาทางด้านสันติภาพ ความขัดแย้งและความรุนแรง นับว่าเป็นความรุนแรงทางตรง แต่ยังมีความรุนแรงอีก 2 รูปแบบ ทั้งเรื่องการสร้างเขื่อน กฎหมาย ความอยุติธรรม ความไม่เป็นธรรม หรือนโยบายรัฐที่ไม่ถามความเห็นประชาชน เหล่านี้เขาเรียกว่า ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ซึ่งเราอาจจะมองไม่เห็นว่ามันเป็นความรุนแรงที่มีอยู่จริงในสังคม อีกส่วนหนึ่งก็คือ ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม ตัวอย่างก็คือ การพกปืนกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน บางครั้งเราก็มีความคิดความเชื่อว่า บางสิ่งบางอย่างคือความปลอดภัย ทั้ง ๆ ที่มันอาจจะเป็นเครื่องมือในการสร้างความรุนแรงต่อผู้อื่นด้วย

ชาติพันธุ์หรือความแตกต่าง มันไม่ใช่เป็นตัวสร้างความแตกแยก แต่มันเป็นเครื่องมือที่ถูกนำไปใช้ทางการเมือง หรือทางศูนย์อำนาจ ทำให้คนรู้สึกแตกแยก แต่หากถามว่าสันติวิธีมันนำไปใช้ได้หรือไม่ มันขึ้นอยู่กับคนใช้ ว่าจะเอาไปใช้หรือไม่ แต่ที่จริงแล้วสันติวิธีมันไม่ใช่ตำราทำกับข้าว มันไม่มีการบอกว่าต้องทำอะไรก่อน อะไรหลัง และก็ไม่การเช็คลิสต์ว่า อันนี้คือใช่ อันนี้คือไม่ใช่ สันติวิธีมันมี 2 มิติเท่านั้น คือ มิติที่ไม่ใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ ที่ผมพูดไปแล้ว กับอีกมิติคือ พยายามจะแปรเปลี่ยนความขัดแย้งที่มันมีอยู่อย่างสร้างสรรค์ และก็ไปคิดกันเอาเองว่า มันจะมีหลายวิธีมากที่จะวิเคราะห์ความขัดแย้งและปัจจัยความรุนแรง หากถามว่า ใช้ได้ไหม มันก็ขึ้นอยู่กับระดับตั้งแต่ตัวเราขึ้นไป ถ้าเราหลีกเลี่ยงที่จะใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบในชีวิตประจำวัน แล้วพยายามที่จะช่วยคิดวิเคราะห์ มันยังใช้ได้เสมอ

ชญานิญฐ์ พูลยุรัตน์ ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ดำเนินรายการ กล่าวโดยสรุป ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่อาจารย์เอกพันธ์พูดแต่ว่าน่าสนใจมาก คือเรื่องความเป็นมาเป็นไปของบ้านเราและของโลก ถ้าถามเราว่า ทุกวันนี้เราอยากให้โลกมีสันติภาพหรือความรุนแรง แน่นอนว่าคงไม่มีใครบอกว่า อยากให้โลกนี้มีแต่ความรุนแรง ทุกคนคงบอกว่าอยากให้โลกนี้มีสันติภาพ แต่ประเด็นที่น่าสนใจเกินไปกว่านั้นก็คือ เป็นไปได้ไหมที่สันติภาพที่เราอยากได้ หรือที่ใคร ๆ อยากได้ จะได้มาโดยปลายกระบอกปืน ดิฉันคิดว่าประเด็นนี้น่าสนใจกว่า เป็นไปได้ไหมที่ปลายทางของเรา สันติภาพที่เราอยากได้ เราใช้ความรุนแรงเพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพเหล่านั้น

มันมี Keywords ที่สำคัญหลาย ๆ คำ คำหนึ่งก็คือ change เราต้องเปลี่ยน หรือว่า เราอยากจะเปลี่ยน การที่เราอยากจะเปลี่ยนหรือเปล่าไม่รู้ แต่ข้อมูลทั้งหมดที่ฟังว่าคล้ายกับว่ามันถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแล้ว มากไปกว่านั้นก็คือ choice แล้วเราเลือกที่จะเปลี่ยนหรือเปล่า ทางเลือกมันอยู่ที่ตัวเราเอง


โดย คณะทำงานวาระทางสังคม วันที่ 10/04/2552
จำนวนผู้เข้าชม : 2098