About SouthWatch Knowledge Project Voice From The South Activity Book Corner Web Link
ค้นหา :::
 

ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดน : ความจริงและมายาคติ (ตอนที่1)


ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดน : ความจริงและมายาคติ
เปิดประเด็นจากหนังสือ“ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ไทย
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 10.00น.–15.15น. ณ ห้องประชุมใหญ่วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

จัดโดย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี : โครงการจัดตั้งสถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา และวิทยาลัยอิสลามศึกษา ร่วมกับโครงการตลาดวิชามหาวิทยาลัยชาวบ้าน กรณี3จังหวัดภาคใต้ : โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน, คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กล่าวต้อนรับและเปิดงาน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อิสมาแอ อาลี ผู้อำนวยการวิทยาลัยอิสลามศึกษา มอ.ปัตตานี
นำเสนอเนื้อหาหนังสือ : รองศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์
กล่าวเปิดประเด็น: ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
ร่วมเปิดประเด็น : รองศาสตราจารย์ ดร.ครองชัย หัตถา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปิยะ กิจถาวร คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
รองศาตราจารย์ ดร.มารค ตามไท ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยพายัพ
ท่านอาศีส พิทักษ์คุมพล ประธานคณะกรรมการกลางอิสลาม จังหวัดสงขลา
ดำเนินรายการ : ศาสตราจารย์ ดร. อมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวิทย์ บารู ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งสถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มอ.ปัตตานี

อิสมาแอ อาลี : กล่าวต้อนรับและเปิดงาน
ผู้อำนวยการวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

เรียนท่านผู้ทรงคุณวุฒิและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ผมในนามของวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่ได้มาร่วมเสวนาเปิดประเด็นจากหนังสือ “ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ไทย” โดยจัดเป็นงานเสวนาในหัวข้อ “ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดน : ความจริงและมายาคติ” ที่ โครงการจัดตั้งสถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาและวิทยาลัยอิสลามศึกษาร่วมกับโครงการตลาดวิชามหาวิทยาลัยชาวบ้าน กรณี 3 จังหวัดภาคใต้ คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ร่วมกันจัดงานครั้งนี้

เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังไม่มีแนวโน้มที่จะยุติได้ง่าย อาจเป็นเพราะปัญหาต่าง ๆ สะสมมาเป็นเวลามาช้านาน และสังคมไทยยังมีวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ไม่ถูกต้องต่อความมั่นคงของสังคมตนเองตามที่อาจารย์เสน่ห์ จามริก กล่าวไว้ในคำนำหนังสือเรื่อง “ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้” เขียนโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ผมจึงขอแสดงความยินดีด้วยจริงใจที่ได้เห็นสถาบันวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชน รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่เห็นความสำคัญของเรื่องต่าง ๆ และคาดหวังว่าผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้ร่วมกันเรียนรู้ และเปิดมุมมองกระบวนการสร้างความเข้าใจและกระบวนการสร้างสันติสุขในสังคมบนพื้นฐานของความหลากหลาย และความเข้าใจสภาพปรากฎการณ์ของสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และวิถีชีวิตของมุสลิม ด้วยหัวใจที่เปิดกว้างและปราศจากอคติ

ผมขอขอบคุณท่านผู้จัด ท่านผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมสัมมนาตลอดจนทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันทำให้เกิดกิจกรรมทางวิชาการในวันนี้จนบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ผมขอต้อนรับทุกท่านและรู้สึกดีใจที่ท่านผู้ทรงคุณวุฒิหลาย ๆ ท่านให้ความสนใจในการสัมมนาในวันนี้ และคิดว่าคงเป็นการสัมมนาที่มีประโยชน์ ทำให้พวกเราได้เข้าใจปัญหา เข้าใจมิติทางวัฒนธรรม มิติทางการเมือง และทุก ๆ มิติที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมมุสลิมในภาคใต้ ผมขอต้อนรับทุกท่านด้วยความยินดีและขอเปิดการสัมมนาเปิดประเด็นหนังสือ ในหัวข้อ “ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดน : ความจริงและมายาคติ” ณ บัดนี้ด้วย

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ : นำเสนอเนื้อหาหนังสือโดยสังเขป
ผู้อำนวยการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เรียนท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสมาเยี่ยมที่วิทยาลัยอิสลามศึกษา หลังจากคราวที่แล้ว ผมได้มีโอกาสได้มาพูดคุยกับท่าน ณ ที่นี้ด้วย ขอขอบคุณที่ให้โอกาสผมได้มานำเสนองานศึกษา ความจริงงานวิจัยชิ้นนี้ เป็นการศึกษาเล็ก ๆ และใช้เวลาที่ค่อนข้างจำกัด ประมาณ 3 ปีครึ่ง ในช่วงปี ค.ศ.2004 หลังเกิดเหตุการณ์ ข้อมูลที่ใช้เรียกว่าเป็นประวัติศาสตร์ขั้นต้นเท่าที่รวบรวมได้ในเวลาอันจำกัดขณะนั้น หลังจากนั้นมาก็ยังไม่ได้เพิ่มเติมหรือแก้ไข นอกจากปรับปรุงรายละเอียดปลีกย่อยเพียงบางอย่างเท่านั้น

สำหรับหนังสือ “ความเป็นมาของทฤษฎีแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ไทย” เป็นการเล่าประวัติศาสตร์เหตุการณ์หลัก ๆ 2 เรื่อง คือเรื่องที่รู้จักกันดีในวงการประวัติศาสตร์ไทยทางด้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกี่ยวพันกับเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ กรณีที่เรียกว่า กบฎหะยีสุหลง กับ กบฏดุซงญอ อันนั้นเป็นปมประวัติศาสตร์ 2 เรื่อง ที่เกิดขึ้น แต่หลังจากที่ผมได้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ แล้วก็ได้เอามาวิเคราะห์ดูเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลง ก่อนและหลังเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ได้แนวคิดซึ่งนำไปสู่หัวเรื่องหลัก ๆ คือ อะไรที่เรียกว่า ลัทธิแบ่งแยกดินแดน หรือ ทฤษฎีแบ่งแยกดินแดน เพราะคำนี้เป็นคำที่คุ้นเคยกันทั่วไป โดยเฉพาะไปเกี่ยวข้องกับความรุนแรง และปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ จะถูกใช้ภายใต้คำศัพท์ที่เรียกว่า “แบ่งแยกดินแดน” สูงมาก แล้วยังเป็นศัพท์ทางการเมืองเป็นอันแรกที่ผมเข้าใจว่า คนทั่วไปไม่ต้องถาม มันไม่มีภาษาบาลีสันสกฤต ทุกตัว คือ แบ่ง แยก ดินแดน จบ เด็ก ๆ ก็ฟังรู้เรื่อง โดยทั่วไปแล้วศัพท์ทางการเมืองหลังจากแปลเป็นไทยแล้วส่วนใหญ่ต้องถามว่าแปลว่าอะไร แม้แต่คำว่าประชาธิปไตยก็ดี รัฐก็ดี อนาธิปไตยก็ดี ไม่มีคำไหนที่ง่ายเท่ากับ “ทฤษฎีแบ่งแยกดินแดน” แต่ท่ามกลางความง่ายนั้น ผมคิดว่า เรื่องราวนั้นกลับยากและมีความซับซ้อนมากกว่าหลายทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ที่เราศึกษาทำความเข้าใจกันมา

เพราะฉะนั้น จึงกลายเป็นจุดที่ผมอยากให้ความเข้าใจนอกจากแง่ประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์นั้น ๆ ก็นำไปสู่การดูถึงแนวคิดเบื้องหลัง การอธิบายที่เรียกว่า วาทกรรมทางประวัติศาสตร์ นั้นคือการพรรณนาและโยงเรื่องต่าง ๆ ว่ามีแนวคิด อุดมการณ์ ความเชื่ออะไรที่ใช้อธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นขึ้น
และนี่คือ ประเด็นใหญ่ของหนังสือที่ว่า ความเชื่อเรื่องการแบ่งแยกดินแดนมาได้อย่างไร ในหนังสือจะศึกษาถึงกำเนิดและความเป็นมาของการสร้างมายาคติว่าด้วยลัทธิแยกดินแดน ซึ่งอยู่ในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในยุคหนึ่งของรัฐไทย หนังสือพยายามจะพูดถึงอะไรที่เป็นมูลเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดแนวความคิดที่เรียกกันต่อมาว่า “ลัทธิแบ่งแยกดินแดน” ข้อสรุปจากการศึกษาในขั้นนี้ วิเคราะห์ถึงมูลเหตุทางการเมืองซึ่งมีที่มาทั้งปัจจัยภายในประเทศและจากการเมืองระหว่างประเทศ

ภายในประเทศได้แก่ การต่อสู้และโค่นล้มทางการเมืองฝ่ายเสรีนิยมและฝ่ายก้าวหน้าซึ่งในตอนนั้นก็คือ พรรคสหชีพและพรรคแนวร่วมรัฐธรรมนูญที่นำโดย นายปรีดี พนมยงค์ และอดีตขบวนการเสรีไทย โดยมีกลุ่มและนักการเมืองท้องถิ่นสำคัญ ๆ ร่วมด้วยโดยเฉพาะทางภาคอีสาน อันนี้คือ ปรากฏการณ์ทางการเมืองในตอนนั้น ขบวนการทางการเมืองระดับชาติในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เริ่มตั้งแต่ขบวนการเสรีไทย การทำวิจัยนี้เป็นการเชื่อมโยงระหว่างการเมืองในภูมิภาคในท้องถิ่นเข้ากับการเมืองในประเทศโดยเฉพาะทางภาคอีสาน เพราะนี่เป็นฐานของฝ่ายเสรีไทย แล้วนักการเมืองใหญ่ ๆ เช่น คุณเตียง ศิริขันธ์ , ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ซึ่งมีตำแหน่งร่วมอยู่ในรัฐบาลแล้วด้วย นั่นคือ กลุ่มหนึ่ง กับอีกกลุ่มหนึ่งคือ ฝ่ายตรงข้ามของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ขอเรียกว่าเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม เป็นฝ่ายที่เอียงทางขวาและต่อต้านฝ่ายก้าวหน้า กลุ่มนี้ประกอบไปด้วยกลุ่มกษัตริย์นิยม กลุ่มข้าราชการเก่า และที่สำคัญคือกลุ่มทหารบกโดยมีพรรคการเมืองเอียงขวาร่วมด้วยคือพรรคประชาธิปัตย์ให้การสนับสนุน

เหตุการณ์ระหว่างประเทศก็คือช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและหลังจากนั้น ก็เริ่มมีความยากลำบากในทางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศไทย แล้วก็ตามมาด้วยเหตุการณ์การเริ่มปะทุขึ้นใหม่ของสงครามเย็นซึ่งเป็นการเมืองระหว่างประเทศอีกอันหนึ่ง ซึ่งมีอานุภาพใหญ่มากกว่าตอนเริ่มต้น

สงครามเย็นต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่นำโดยสหรัฐและพันธมิตรในยุโรป คือ อังกฤษ ในกรณีที่เกี่ยวกับในภาคใต้ตอนนั้น ก็คือ เกิดความเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ซึ่งเริ่มมาก่อนหน้านั้น และเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์มลายาใช้กำลังโจมตีกองกำลังของอังกฤษ ในปีนั้น คือ ปี พ.ศ. 2490 อังกฤษประกาศภาวะฉุกเฉินในมลายาทั้งหมด เพราะว่ามีข้าหลวงอังกฤษถูกพรรคคอมมิวนิสต์มลายายิงตายข้างถนน แล้วอังกฤษคิดว่า พรรคคอมมิวนิสต์มลายาสามารถที่จะปฏิบัติการได้ถึงขั้นที่จะลอบสังหารผู้นำขณะนั้นได้

เหตุการณ์อย่างนี้ ต่อมาเมื่อปี สองปีที่แล้ว ผู้ที่เคยร่วมในพรรคคอมมิวนิสต์มลายาได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติของเขา และเล่าถึงเหตุการณ์ตอนนั้นว่า จริง ๆ แล้ว พลพรรคที่ไปยิงข้าหลวงอังกฤษในตอนนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นใคร แต่เป็นความบังเอิญจริง ๆ ที่กลับกลายเป็นข้าหลวงของอังกฤษไป ดังนั้น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ทำให้ปีศาจของพรรคคอมมิวนิสต์มลายากลายเป็น มหาปีศาจ ทันที นี่เป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่เกิดสถานการณ์ทางการเมืองชายแดนในประเทศไทย

นอกจาก บริบททางประวัติศาสตร์ดังที่กล่าวมาแล้ว มีปัจจัยสำคัญอีกอันหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างดินแดนในปัตตานีและกรุงเทพฯ คลี่คลายดำเนินไปในทางสู่ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือ ปัจจัยอุดมการณ์ทางการเมือง คือ “ลัทธิชาตินิยม” ซึ่งลัทธิชาตินิยม ก็คือ จินตนาการของความเป็นชาติเดียวกันของผู้คนในรัฐ ๆ หนึ่ง เหมือนกับว่าเป็นชุมชนที่เป็นธรรมชาติ ชุมชนหนึ่ง ที่เกิดและเติบโตมา เหมือนกับรู้จักกัน เป็นพวกเดียวกัน แล้วก็ทำให้ความแตกต่างทางอัตลักษณ์และทางเชื้อชาตินั้นไม่มีความสำคัญ หรือ เหมือนกับไม่มีเลย

ลัทธิชาตินิยมสยามได้ถูกสร้างขึ้นมา ในท่ามกลางการต่อสู้กับมหาอำนาจตะวันตก ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ตัวอย่างที่ชัดที่สุดที่มีแนวคิดของความพยายามที่จะสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ คือ การปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งนำไปสู่การผนวกดินแดนบรรดาประเทศราช ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในรัฐใหม่ คือ “รัฐชาติสยาม” ดินแดนเหล่านั้นก็กลายเป็นบริเวณเจ็ดหัวเมือง คือ มณฑลปัตตานี แล้วก็กลายมาเป็นจังหวัดหนึ่งของสยามไป นี่ก็คือ ประวัติศาสตร์การสิ้นสุดของอาณาจักรปัตตานี

กระบวนการสร้างชาติดำเนินต่อมาอีก หลังจากที่รัฐชาติสยาม ก็เปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็น ระบอบประชาธิปไตย ก็คือ ปฏิวัติ 2475 อุดมการณ์ของการสร้างรัฐประชาชาติสมัยใหม่ และลัทธิชาตินิยม ก็ถูกนำมาใช้ต่อมาอีก การสร้างรัฐชาติไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีส่วนในการผลักดัน และสร้างแนวคิดทางการเมืองของการแบ่งแยกดินแดนขึ้น

ตั้งแต่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ประกาศใช้นโยบายรัฐนิยม คือ ประกาศ 12 ฉบับ ว่าด้วย รัฐและชาติ ในการเรียกชื่อต่าง ๆ แล้วในส่วนที่เป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชนชาติเกือบทั้งหมดในรัฐไทยตอนนั้น ก็คือ ประกาศที่ให้ทุกคนเป็นคนเชื้อชาติไทย มีการใช้ชื่อภาษาไทย ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารและการแสดงออก รวมทั้งการแต่งกายแบบสากลด้วย ทั้งที่การแต่งกายที่เรียกว่าสมัยใหม่นั้น สยามรับมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่พวกเจ้านายรับมาเป็นการแต่งกายแบบสากล ทั้งในโรงเรียนและสถานที่ราชการต่าง ๆ

การดำเนินนโยบายสมัยช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เล็กน้อย ตอนที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศรัฐนิยมนั้น มีจุดมุ่งหมายที่จะปรับเปลี่ยนจากข้างล่างขึ้นมา ในขณะที่การปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นการเปลี่ยนจากข้างบนลงไป ดังนั้น แรงต้าน แรงปะทะ ที่เกิดขึ้นในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นั้นสูงมากกว่า เพราะว่า การบังคับใช้นโยบายนั้นลงไปสู่ข้างล่าง และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของคนข้างนอกที่จะรับรู้การปะทะขัดแย้งระหว่างผู้คนในบริเวณดินแดนภาคใต้กับรัฐบาลไทย ส่วนใหญ่ก็จะมาจากนโยบายรัฐนิยมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นสำคัญ

ในช่วงนั้น ก่อนที่จะนำไปสู่การเกิดขึ้นของแนวคิดแบ่งแยกดินแดน มันยังมีเหตุการณ์ทางการเมืองอีกหลายอย่าง โดยทั่วไปก่อนที่จะเกิดแนวคิดเพื่อการแบ่งแยกดินแดน ที่น่าสนใจ ก็คือ ฝ่ายที่ใช้คำนี้มาจากฝ่ายรัฐบาลทางกรุงเทพฯเป็นคนประกาศใช้ครั้งแรกอย่างเป็นทางการ และกลุ่มที่ถูกข้อกล่าวหาว่าเป็นพวก “แบ่งแยกดินแดน” นั้นไม่ใช่นักการเมืองภาคใต้ แต่เป็นนักการเมืองอีสาน ช่วงหลังปี พ.ศ.2490 เป็นต้นมา มีการต่อสู้เกิดขึ้นในฝั่งลาวระหว่างลาวกับฝรั่งเศส แล้วนักการเมืองอีสานของไทยฝั่งนี้ก็ข้ามไปช่วยด้วย จริง ๆ แล้วผู้นำไทยในยุคนั้นก็รู้ และสนับสนุนด้วย เพราะคิดว่า เป็นการดีที่เราจะได้ผนวกลาวฝั่งโน้นเข้ามาด้วย

เพราะฉะนั้น แนวคิดในเรื่องแบ่งแยกดินแดนนั้น มันคู่กันกับแนวคิดที่มาพร้อมกับการผนวกดินแดน ว่าไปแล้ว นโยบายของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในช่วงตอนที่ร่วมกับญี่ปุ่นรบกับฝ่ายพันธมิตร แล้วญี่ปุ่นให้การช่วยเหลือในการเรียกร้องเอาดินแดนคืนมาจากอังกฤษ เราจึงกลับเข้าไปยึดดินแดนที่เคยเสียไปสมัยรัชกาลที่ 5 รวมทั้งดินแดน 4 รัฐทางภาคใต้ รวมทั้งทางเหนือ และทางเขมร เพราะฉะนั้น แท้จริงแล้ว ก่อนที่จะเกิดทฤษฎีแบ่งแยกดินแดน รัฐไทยได้ใช้วิธีผนวกดินแดน โดยอ้างประวัติศาสตร์ว่า ดินแดนเหล่านั้น รัฐสยามเคยเสียไป ดังนั้น การผนวกกลับมานั้น ไม่ใช่เป็นการขยายดินแดน แต่เป็นการเอาของเดิมคืนมา

ปัญหาตรงนี้จึงเป็นที่ถกเถียงกัน โดยเฉพาะนักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่อย่างอาจารย์ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล เสนอว่า การเสียดินแดนในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น เขาไม่อาจจะอ้างว่า เป็นการเสียดินแดน เพราะดินแดนเหล่านั้น คือ เสียมราฐ พระตะบอง จนถึงไทรบุรี ตรังกานู ปะลิส ฯลฯ ไม่ใช่ดินแดนของรัฐสยาม แต่เป็นดินแดนประเทศราช ซึ่งเป็นของเจ้าผู้ครองนครเหล่านั้น เพียงแต่ไทยมีอำนาจเหนือกว่าประเทศราชเท่านั้น แต่ไม่ใช่เป็นเจ้าของในดินแดนเหล่านั้น ดังนั้น การสู้กับฝรั่งเศสและอังกฤษ มันก็เป็นการสู้กันระหว่างมหาอำนาจ เหมือนกับที่ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน เคยแย่งชิงกันในอินเดีย ในจีน ในอาฟริกา ใครชนะ คนนั้นก็ได้ ใครที่แพ้ก็ถอยกลับบ้าน แต่ดินแดนนั้นก็ยังเป็นดินแดนอยู่เช่นเดิม ในขณะเดียวกัน เราก็อ้างไม่ได้ว่า การที่อังกฤษ ฝรั่งเศส ได้ดินแดนตรงนั้น เป็นการแย่งไปจากของไทย แต่ทฤษฎีนี้ คงยากที่ความรู้สึกของคนทั่วไปจะยอมรับได้ เพราะการรับรู้เกี่ยวกับการเสียดินแดน มันมาพร้อมกับเกิดขึ้นของขวานทอง นี่คือปัญหาของการสร้างวาทกรรม เนื่องจากประวัติศาสตร์คือการสร้างขึ้นของคนรุ่นหลัง มันจึงไม่อาจเป็นข้อเท็จจริงได้ตลอดเวลา ปัญหาก็คือ การยอมรับการเปลี่ยนแนวคิดบางอย่าง จะสอดคล้องกับอารมณ์ ความรู้สึกของคนรุ่นหลังมากน้อยแค่ไหน นี่เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง ซึ่งท้าทายการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยเยอะมาก

หลังจากช่วงสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม มา มันมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองใหม่ ๆ ในภูมิภาคต่าง ๆ เกิดขึ้น ตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้ และภาคอีสาน อาจกล่าวได้ว่า กระแสอิทธิพลของลัทธิชาตินิยม ได้มีส่วนในการปลุกระดมความตื่นตัว และสำนึกในความเป็นหนึ่งของคนท้องถิ่นด้วยเหมือนกัน ก็คือ แนวคิดชาตินิยม ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เครื่องมือของรัฐบาลกลางเท่านั้นในการสร้างความเป็นไทยอย่างเดียว ในขณะเดียวกัน แนวคิดอันนี้ ก็ทำให้ผู้นำในท้องถิ่นต่าง ๆ ก็เริ่มตระหนักถึงอัตลักษณ์ของตนเอง ที่สามารถออกมาเรียกร้องเคลื่อนไหวทางการเมืองได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่า เสียงอาจจะเบาบาง และการเคลื่อนไหวก็อาจทำให้เราไม่เห็นภาพอย่างชัดเจน

ประเด็นปัญหาเฉพาะในภาคใต้ ส่วนภาคเหนือ ภาคอีสานนั้น การปะทะกันในยุคแรก มันจะหมดไป แล้วกรุงเทพฯก็สามารถผนวกหรือผสมกลมกลืนทั้งภาคการเมือง ภาคเศรษฐกิจ เข้าร่วมกับภาคกลางได้ รวมทั้งภาคใต้ตอนบนด้วย ยกเว้นภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งมีปัญหาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญ โดยเฉพาะกรณีทางภาคใต้ ปัจจัยที่ทำให้ปัญหาของภาคใต้ซับซ้อนมากกว่าภาคอื่น น่าจะมาจากปัจจัยที่เรียกว่า “ศาสนา” เพราะว่าในกรณีของภาคใต้ ลักษณะก็คือ มีการเคลื่อนไหวทางบทบาทของศาสนาและผู้นำท้องถิ่น ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิผลมาก ส่วนหนึ่งก็เป็นวิถีชีวิตที่ดำเนินไปค่อนข้างยาวนาน

ศาสนาอิสลาม มีลักษณะพัฒนาขึ้นมากับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของรัฐไทย ด้วยลักษณะและการปฏิบัติของศาสนาอิสลาม ที่ต้องการยึดถือและปฏิบัติตามหลักการ คำสอนของศาสนาในชีวิตประจำวันอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ วัตรปฏิบัติของอิสลามเป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิตที่เป็นจริง ไม่ใช่เฉพาะแต่ในพิธีกรรม เหมือนศาสนาอื่น ๆ ดังนั้น เมื่อรัฐไทยเริ่มการผนวกอาณาจักรปัตตานีให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐและความเป็นไทย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกระทบเข้ากับการปฏิบัติทางศาสนาของชาวมุสลิม เช่น ในระยะแรก มีการผ่อนปรนให้ใช้กฎหมายอิสลาม ในเรื่องครอบครัว หย่าร้าง และทรัพย์สิน ซึ่งนี่เป็นข้อตกลงที่เริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการผนวกรัฐปัตตานีเข้ามา ก็ยังมีการยอมให้มีการใช้กฎหมายอิสลาม ในเรื่องครอบครัวและทรัพย์สิน แต่ในทางปฏิบัติ รัฐไทยก็ยืนยันที่จะใช้โครงสร้างทางกระบวนการยุติธรรมที่เป็นของไทย คือการแต่งตั้งเจ้ากรมพิธีการตัดสิน แม้กระทั่งการพิจารณาแต่งตั้งตำแหน่งที่ตอนแรกเรียกว่า “โต๊ะกอฎี” และต่อมาคือ “ดะโต๊ะยุติธรรม” ก็คือ ผู้พิพากษาอิสลาม ส่วนศาลศาสนาก็ยังดำเนินโดยเจ้าหน้าที่ศาล ที่ทางรัฐบาลไทยก็ยังเป็นคนแต่งตั้ง

เพราะฉะนั้น นักประวัติศาสตร์ไทยจึงมองว่า นี่เป็นการเริ่มต้นของความขัดแย้ง ความไม่พอใจของผู้นำศาสนา ที่ต้องการจะเข้ามามีอำนาจในการจัดการในเรื่องที่เป็นของคนมุสลิม แม้กระทั่ง ดะโต๊ะยุติธรรม ก็ควร ต้องให้คนมุสลิมที่เป็นผู้รู้จริง ๆ เป็นคนแต่งตั้ง ไม่ใช่แต่งตั้งโดยรัฐ ความขัดแย้งในปัญหาเรื่องศาสนา และเรื่องการพิจารณาศาลนั้น ขึ้นถึงจุดสูงสุดเมื่อปี พ.ศ. 2486 สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และ บรรพ 6 ว่าด้วยเรื่องครอบครัวและทรัพย์สินมรดกใหม่ ก็คือกฎหมายที่เขาแก้ไขตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2472 เมื่อแก้เสร็จก็ประกาศใช้ทั่วไป

นัยยะของการประกาศใช้โดยทั่วไป คือ รัฐบาลมองว่า กฎหมายต้องใช้อย่างทั่วถึงเท่า ๆ กัน ตามหลักการของกฎหมายสมัยใหม่ ในทางปฏิบัติก็คือ ต้องยกเลิกข้อห้ามอันเดิมที่ให้คนมุสลิมใช้กฎหมายอิสลาม เพราะฉะนั้น ช่วง ปี พ.ศ.2486-2489 เป็นเวลา 3 ปี ดะโต๊ะยุติธรรม ก็ถูกยกเลิกไป ศาลศาสนาที่เคยอนุโลมก่อนหน้านั้น ต้องถูกยกเลิกไป ยิ่งเป็นชนวนให้การเคลื่อนไหวต่อสู้ของขบวนการมุสลิมในปัตตานีหนักหน่วงขึ้น ปัญหาว่า ศาลศาสนาจะอยู่ภายใต้ผู้บริหารอิสลามทั้งหมดได้หรือไม่ การแต่งตั้ง ดะโต๊ะยุติธรรม โดยคนมุสลิมเองจะทำได้ไหม ก็เป็นปัญหาที่คนมุสลิมเรียกร้องต่อสู้กันมาตลอด และนำมาสู่ช่วงที่เกิดการเคลื่อนไหวภายใต้การนำของ “หะยีสุหลง”

การเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้นำปัตตานี จนนำไปสู่ “ข้อเรียกร้อง 7 ประการของหะยีสุหลง” มันมีเหตุการณ์อีกหลายเรื่อง เช่น การทำร้ายชาวบ้าน มีการร้องเรียนอย่างได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ในที่สุดกลุ่มเรียกร้องก็ผลักดันให้รัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ สมัยนั้น ได้เปลี่ยน ยกเลิก และแก้ไขนโยบายวัฒนธรรมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม แล้วประกาศใช้ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พ.ศ.2488 เพื่อคลี่คลายปัญหานั้น ในช่วงนั้นเป็นช่วง ปี พ.ศ. 2489-2490 เป็นช่วงที่มีโอกาสที่จะทำการเจรจา และรัฐบาลกลางก็พร้อมที่จะรับฟัง ก็ส่งกรรมการลงมารับฟังปัญหาของคนภาคใต้ ก็เลยเกิดข้อเรียกร้อง 7 ประการขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้วรัฐบาลก็รับไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

ผมพยายามมองหาว่า รัฐบาลในตอนนั้น มีการสงวนข้อเรียกร้องเหล่านั้น หรือมีความเห็นในข้อเรียกร้องนั้น อย่างไรบ้าง และมีความเห็นถึงขั้นว่า เป็นข้อเรียกร้องที่เป็นการแบ่งแยกดินแดนหรือไม่ ในมติ ครม.ตอนนั้น ก็พบว่า ไม่มี มีเพียงอันเดียวคือ คำวิจารณ์ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ที่มีความเห็นว่า น่าจะเป็นการเรียกร้องกลับไปสู่ระบบมณฑลแบบเก่า กล่าวคือ รัฐบาลสมัยนั้นมองว่า การที่เรียกร้องนั้น เป็นการกลับไปสู่ระบบมณฑลแบบเก่า คือ การให้ผู้ปกครองเป็นคนมุสลิมภาคใต้ ในนั้นไม่เคยบอกว่า เป็นการแบ่งแยกดินแดน เลย

ผมตั้งข้อสังเกตตรงนี้ เพราะว่า ข้อเรียกร้อง 7 ข้อ อย่างข้อที่ 1. ที่จะให้ผู้ปกครองสูงสุดในภาคใต้เป็นคนมุสลิม เลือกตั้งกันเอง กลับถูกใช้เป็นลูกเล่น ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ที่บอกว่า ข้อเรียกร้องข้อที่ 1 เป็นข้อเรียกร้องแบ่งแยกดินแดน ในข้อความนี้ เมื่อผมตรวจสอบ ก็พบว่า มันไม่เหมือนกัน มันมีตั้งแต่พูดกลาง ๆ จนถึงพูดใกล้เคียงกับความหมายแบ่งแยกดินแดน นี่คือปัญหา เพราะประวัติศาสตร์ถูกคัดลอกมาหลายตลบ แล้ว ต้นฉบับเดิมมันหายไปหมด เพราะฉะนั้น ผมตั้งข้อสังเกตในหนังสือว่า ถ้าจะเอาข้อเท็จจริง จริง ๆ จะต้องไปหาต้นฉบับเดิมที่หะยีสุหลงนำเสนอให้หลวงธำรงค์นาวาสวัสดิ์ ฉบับนั้น เขียนว่าอย่างไร ใครมีบ้าง และผมก็เชื่อว่า ท่านหะยีสุหลงคงเขียนเป็นภาษายาวี ไม่น่าจะเขียนเป็นภาษาไทย แล้วมีคนแปลเป็นภาษาไทย ใครเป็นคนแปล แล้วเมื่อเทียบกับภาษายาวีแล้ว ตรงกันไหม ผมเชื่อว่า ฉบับที่น่าจะเป็นฉบับที่ใกล้เคียงที่สุด น่าจะเป็นของผู้สื่อข่าวชาวอังกฤษ คือ คุณบาร์บารา วิททิงนัม-โจนส์ ตอนนั้น คุณบาร์บาราได้มาที่ปัตตานี แล้วมาเจอหะยีสุหลง ประมาณ ปี พ.ศ.2490 เธอพักอยู่ที่ปัตตานี 2 อาทิตย์ แล้วกลับไปเขียนบทความเรื่องภาคใต้ ซึ่งบทความนั้น ผมได้แปลใส่เพียงบางส่วนไว้ในหนังสือด้วย เนื่องจากต้นฉบับนั้นยาวเกินไป และข้อเรียกร้อง 7 ประการนั้น ผมก็แปลจากฉบับภาษาอังกฤษของคุณบาร์บารา เพราะผมเชื่อว่าคุณบาร์บาราต้องได้จากหะยีสุหลง และผมถือว่า ฉบับนั้นน่าจะใกล้เคียงที่สุด และคาดว่า รัฐบาลคงจะได้รับ ฉบับแปลเป็นภาษาไทยที่อ่านแล้วน่าจะรู้เรื่อง จึงทำให้ ครม.ขณะนั้นอ่านแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นการแบ่งแยกดินแดน นี่เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่ทำให้เราเห็นว่า การศึกษาประวัติศาสตร์นั้นมีความซับซ้อน แล้วโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดเยอะมาก ทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ข้อมูลที่คัดลอกมาครั้งหลัง ๆ อาจไม่ตรงกับของเดิมสักทีเดียวก็ย่อมเป็นได้

หลังจากที่ยื่นเสนอข้อเรียกร้อง 7 ประการไปแล้ว ก็เกิดการพลิกผันทางการเมืองอย่างไม่น่าเชื่อ คือ การรัฐประหาร 8 พ.ย. 2490 ในปีนั้น นับเป็นปีที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการเมืองไทย และของการเมืองทั่วประเทศไทยด้วย หลังจากที่ผมศึกษาเรื่องนี้แล้ว ผมคิดว่า ถ้ามีการเขียนประวัติศาสตร์เรื่องการปฏิวัติ 8 พ.ย. 2490 ขึ้นใหม่ นักประวัติศาสตร์จะต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในต่างจังหวัดที่มีการเคลื่อนไหว การต่อรองเจรจาต่างๆ กับรัฐบาลกลาง เพราะ ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2475 มาจนถึง ปี พ.ศ. 2490 เป็นช่วงที่ประเทศไทยทั้งประเทศกำลังทดลองระบอบปกครองใหม่ที่เรียกว่าประชาธิปไตย หลังจากที่ล้มระบอบสมบูรณาสิทธิราชลงแล้ว รูปแบบ เนื้อหา ยังไม่ลงตัว และหลังจากนั้นก็มีกบฏบวรเดช แล้วก็มีการเลือกตั้ง จากนั้นก็เข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเกิดขบวนการเสรีไทยขึ้น

แต่ช่วงตลอด 15 ปี (พ.ศ. 2475 - พ.ศ. 2490) โดยรวมแล้ว ต้องถือว่าบรรยากาศและความเป็นไปได้ ของการสร้างระบอบประชาธิปไตย มันอาจไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่เมื่อเทียบกับการเมืองไทยในช่วงก่อนหน้านั้นและหลังจากนั้น ช่วงนั้นเป็นช่วงที่คนมีความหวังมากที่สุด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกมา มีคุณภาพดีกว่า ส.ส. หลังปี พ.ศ.2500 หลายร้อยเท่า เพราะหลังจากนั้น สถานการณ์การเมืองถูกพลิกไปอีกอย่างก็เพราะตรงนี้ และเป็นตัวที่พลิกชะตาของระบบการเมืองไทย โดยเฉพาะถ้าดูจากปฏิสัมพันธ์ทางการเมืองในท้องถิ่นต่าง ๆ นั้น นักการเมืองคุณภาพต่าง ๆ ในอีสาน ถูกฆ่าตายหมดเลย เช่น ถวิล , อดุลย์ , ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ , เตียง ศิริขันธ์ ที่เหลือต่อมาก็ไม่มีโอกาสที่จะสร้างคุณภาพขึ้นมาได้ ส่วนทางภาคใต้ ก็มีท่านหะยีสุหลถูกจับ ถูกปราบไป แล้วก็มีกบฏดุซงญอ หลังจากนั้นก็กลายเป็นดินแดนมายาคติไป ดังนั้น การเมืองช่วงนั้นมันไม่เป็นระบบ ต้องเชื่อมโยงกับส่วนกลาง นักการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนจริง ๆ อยู่ไม่ได้

หลัง ปี พ.ศ. 2490 ปัจจัยอันใหม่ มันถูกนำเสนอเข้ามา ในการช่วยคลี่คลายการต่อสู้ทางการเมืองตอนนั้น ก็คือ “ความรุนแรง” การใช้ความรุนแรงอาจมีมาเป็นช่วง ๆ แต่ความรุนแรงที่รัฐใช้ แล้วถูกทำให้มีความชอบธรรม ผมคิดว่า เริ่มจากหลังจากปี พ.ศ.2490 ตั้งแต่กบฏดุซงญอ ปี พ.ศ. 2491 แล้วการเคลื่อนกำลังของทหาร ตำรวจ ในการที่จะปราบชาวบ้าน มันกลายเป็นสิ่งที่ ทำให้สังคมเริ่มรู้สึกว่า มีความจำเป็น

เพราะฉะนั้น ความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากนั้นมา มีการมองแตกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งมองว่า การต่อสู้ของคนมลายูมุสลิมเป็นการกบฏอย่างเดียว กับอีกกลุ่มคือ คนในพื้นที่จะมองว่า การเคลื่อนไหวในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ไปจนถึงการใช้ความรุนแรง เป็นสิทธิที่พึงกระทำ

อุปสรรคและปัจจัยที่ทำให้การเจรจาต่อรองที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ มีอยู่หลายประการ ประการหนึ่งก็คือ อุปสรรคทางศาสนาและวัฒนธรรม เป็นปัญหาจากการที่รัฐไทย มุ่งสร้างชาติ คงไม่ใช่เป็นการบังเอิญที่ถูกผนวกเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่มาจากนอกระบบ การเปลี่ยนแปลงที่มาจากการรัฐประหาร โดยฝ่ายการใช้กำลัง ในที่สุดแล้ว เหตุผลที่จะทำให้เกิดเป็นความชอบธรรมได้ดีที่สุด ก็คือ ใช้ “ลัทธิชาตินิยม” เพื่อ “รักษาความสงบของชาติ” ดังนั้น ความเป็นประชาธิปไตยเป็นเรื่องรอง ต้องเอาชาติขึ้นมาก่อน ความแตกต่าง ความไม่เข้าใจ เมื่อการเจรจาต่อรองไม่มีประสิทธิภาพ มันก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจได้

สรุปว่า ปัญหาศาสนาและเชื้อชาตินั้น มันก็มีความแตกต่างตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่โดยตัวมันเองนั้น ไม่ใช่ปัญหาของความขัดแย้งตลอดเวลา มันขึ้นอยู่กับปัญหาอันอื่นด้วย ว่าตอนนั้นการเมืองระดับชาติ ระดับโลกนั้น ดำรงอยู่ในลักษณะใด จึงจะทำให้ปัญหาของเชื่อชาติและศาสนา กลายเป็นปัจจัยที่เข้าไปช่วยทำให้ความขัดแย้งนั้น มันขยายผลออกไป

ทั้งหมดนี้ เป็นข้อสรุปคร่าว ๆ ที่ผมนำมาเสนอในช่วงนี้ ก็หวังว่า ผมคงได้มีโอกาสรับฟังข้อคิดเห็น และร่วมแลกเปลี่ยนกันต่อไป ขอขอบคุณทุกท่านครับ

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : เปิดประเด็น
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

ผมมีประเด็นที่จะพูดอยู่ 7 ประเด็น พยายามที่จะพูดเท่าที่จะทำได้ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง

ประเด็นที่1.ที่ผมอยากพูดก็คือ เรื่อง การแบ่งแยกดินแดน ผมขออนุญาตอธิบายถึงคำโบราณที่ใช้ในประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา เขาไม่ได้ใช้คำว่า แบ่งแยกดินแดน แต่เขาใช้คำว่า แข็งเมือง คำนี้เป็นคำที่ใช้กันก่อนที่จะเกิด รัฐประชาชาติ ขึ้นมา และก็เป็นปกติมาก ๆ เลย ที่ไม่ได้เกิดเพียงแค่รัฐปัตตานีเพียงรัฐเดียวเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทั่วไป มีการแข็งเมืองเกิดขึ้นทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน มักจะเกิดการแข็งเมืองเป็นครั้งคราวทั้งสิ้น

ความเข้าใจว่า การแข็งเมือง คือการแบ่งแยกดินแดน หรือการกบฏนั้น เป็นความเข้าใจผิด เป็นการเข้าใจไปเองของนักประวัติศาสตร์สมัยรุ่นหลัง ๆ เพราะว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่เป็นศูนย์กลางหรือรัฐใหญ่ กับดินแดนรัฐอื่น ๆ ที่เรียกว่า ประเทศราช แต่ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจว่า ประเทศราช ในภาษาไทยนั้น ไม่ได้แปลว่า Colony ในภาษาอังกฤษ มันคนละความหมายกันเลย เป็นการแสดงสถานะความสัมพันธ์ชนิดหนึ่งซึ่งไม่มีในเมืองฝรั่ง มีเฉพาะในแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น เป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐศูนย์กลางกับรัฐที่เป็นประเทศราช ความสัมพันธ์นั้นเป็นความสัมพันธ์ในแบบแปลก ๆ กล่าวคือมีรัฐศูนย์กลาง หรือมีรัฐที่เป็นดุลอำนาจค่อนข้างมากอยู่ตรงกลาง แล้วก็มีประเทศราชล้อมรอบ ประเทศราชไม่ได้แปลว่า ขึ้นอยู่กับรัฐศูนย์กลางแต่เพียงอย่างเดียว ถ้ารัฐอีกรัฐนั้นมันมีอำนาจมากพอ ๆ กัน มันมักจะขึ้นกับรัฐทั้ง 2 ฝั่ง อย่างในประวัติศาสตร์ เขียนว่า

“จริง ๆ แล้ว เมื่อตอนที่ปัตตานีเป็นประเทศราชของสยาม ในขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นประเทศราชของมะละกาด้วยก็ได้ “

ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องปกติ หากเรามีเพื่อนบ้านที่เป็นนักเลงใหญ่ทั้งคู่ วิธีที่จะเอาตัวรอด หรือรักษาอิสรภาพของอำนาจก็คือ เอานักเลงใหญ่นั้นมาคานอำนาจกันเอง อย่างประเทศไทยเองก็ทำอย่างนี้ ในสมัยที่เรากลายเป็นประเทศเล็ก ๆ ไปแล้ว เราก็พึ่งพิงจีนบ้าง สหรัฐอเมริกาบ้าง เพื่อที่จะถ่วงอำนาจกัน เพราะฉะนั้นเมืองประเภทเหล่านี้ที่ภาษาไทยเรียกว่า เมืองสองฝั่งฟ้า เราจะพบได้ใน อีสาน ในลาว รวมทั้งในเชียงใหม่ด้วย

อย่างในสมัยรัชกาลที่ 5 เมืองเชียงใหม่ยังแอบส่งทูตไปหาพระเจ้าแผ่นดินพม่า และพระเจ้าแผ่นดินพม่ายังพระราชทานสร้อยทับทิมมาให้ 1 เส้น แต่พอทางกรุงเทพฯรู้เรื่องเข้า ทางเมืองเชียงใหม่ก็ตกใจ รีบนำเอาสร้อยเส้นนั้นมาถวายให้กับทางกรุงเทพฯ เพื่อแสดงว่า ตนเองไม่ได้คิดเอาใจออกห่าง แต่ทำไปเพื่อรักษาดุลยภาพของอำนาจเท่านั้น


ดังนั้น เรื่องของความสัมพันธ์แบบนี้ เราเรียกว่า ประเทศราช ซึ่งมันมีลักษณะเป็นความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ ผู้น้อย ปฏิเสธไม่ได้ แต่ไม่ได้เป็นเมืองขึ้นแบบที่ฝรั่งใช้กัน เป็นความสัมพันธ์แบบที่อาจจะมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ปัตตานีกับอยุธยา ต่างก็พึ่งพากันและกันทางเศรษฐกิจมาเป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว ปัตตานีต้องพึ่งพาบางอย่างจากอยุธยา และทางอยุธยาก็ต้องพึ่งพาอะไรบางอย่างจากปัตตานี เป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันและกัน ไม่ใช่เมืองขึ้น ในขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นพันธมิตรในการสงครามด้วย เช่น ขอกำลังไปช่วยรบกับพม่า เป็นต้น เป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ ไม่ใช่รัฐเอกราช แบบที่เราใช้ในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันเราใช้วิธีคิดแบบฝรั่ง ซึ่งมันมีทั้งรัฐเอกราช และรัฐที่ไม่เอกราช แบบที่ฝรั่งเขาเรียกกัน สมัยก่อนเขามาไม่ได้คิดแบบนี้ เขาเรียกกันว่า เป็นรัฐที่เป็นผู้ใหญ่ และรัฐที่เป็นผู้น้อย มีความสัมพันธ์เชิงเกื้อกูลกันและกัน เมื่อไหร่ที่รัฐนั้นบอกว่า ไม่อยากผูกความสัมพันธ์กันแล้ว อย่างนี้ โบราณเรียกว่า แข็งเมือง ไม่ใช่เป็นเรื่องของการ แบ่งแยกดินแดน คำว่า แบ่งแยกดินแดน เราใช้ได้เฉพาะรัฐสมัยใหม่ที่มันเกิดเป็นรัฐชาติแล้วเท่านั้น

ประเด็นที่ 2. เมื่อมันเกิดรัฐสมัยใหม่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา และต่อมามันพัฒนามากลายเป็นรัฐประชาชาติไทย (Nation-State) เราต้องเข้าใจด้วยว่า ในช่วงนั้น ประเทศที่เป็นมาเลเซียปัจจุบัน คือ ดินแดนรัฐมลายูทั้งหลายในสมัยนั้น ช่วงตอนที่มันใกล้จะเกิดเป็นรัฐมลายู มันเป็นช่วงที่เกิดช่องว่างทางอำนาจ ในดินแดนรัฐมลายู ใน คริสต์ศตวรรษที่ 18 อำนาจของรัฐยะโฮร์ เริ่มลดน้อยลง รัฐอาเจะห์ ไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงในคาบสมุทรมลายูได้อย่างเคย มะละกา กลายเป็นศูนย์กลางการค้าเล็ก ๆ อันหนึ่งของบริษัท บี โอ ซี ซึ่งพวกฮอลันดาก็ไม่ได้สนใจคาบสมุทรนี้เท่าไหร่ พวกเขาทุ่มเทอยู่กับการที่จะขยายอำนาจตนเองในเกาะชวาและเกาะสุมาตรามากกว่าที่จะมายุ่งตรงนี้ เพราะฉะนั้นจึงเกิดช่องว่างทางอำนาจ ช่วงนั้น ประมาณสมัยรัชกาลที่ 3 ทางกรุงเทพฯเองจึงขยายอิทธิพลโดยดึงเอารัฐมลายู เข้ามาเป็นประเทศราช กว้างไกลมาก เลยไปจนถึงรัฐปะหัง ด้วยซ้ำไป ปะหังเองก็เคยสัมพันธ์การค้ากับทางกรุงเทพฯ แต่ทั้งหมดนี้ มันเกิดขึ้นจากช่วงที่มันมีช่องว่างทางอำนาจ ก่อนที่จะเกิดรัฐสมัยใหม่ในประเทศไทย อังกฤษก็โผล่เข้ามา กลายเป็นมหาอำนาจที่เข้ามาคานการขยายตัวทางอำนาจของสยาม

ฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับรัฐสมัยใหม่ ในสมัยรัชกาลที่ 5 คือเกิดความพยายามจะบูรณาการ ผมเรียกว่า มันเกิด Territorial Integration คือมันเกิดการ บูรณาการทางดินแดน ไม่ใช่เป็นการบูรณาการของชาติ การเกิดรัฐสมัยใหม่ก็จริง แต่ยังไม่เกิดชาติแท้ ๆ ขึ้น เป็นการบูรณาการทางดินแดน คือ เอาดินแดนที่เคยเป็นประเทศราชทั้งหลายไปอยู่กับตัวเอง โดยล้มล้างอำนาจเดิมที่มีอยู่ เช่น สุลต่านต่าง ๆ ล้มออกไป หรืออย่างเจ้าเมืองเชียงใหม่ ก็ทำให้กลายเป็นเพียงเจ้าที่มีวัง มีคุ้มอยู่สักแห่งเท่านั้น แล้วก็มีข้าหลวงจากกรุงเทพฯไปคอยกำกับดูแล คือทำให้อำนาจทางท้องถิ่นลดลง แต่อย่าลืมว่า ในสมัยรัชกาลที่ 5 รัฐไทยเล็กนิดเดียว คำว่า เล็กในที่นี้ไม่ได้หมายถึงดินแดน แต่หมายความว่า คุณไม่มีเงินที่จะตั้งระบบราชการที่จะแพร่เข้ามาถึงข้างล่างได้มากนัก คุณไม่มีเงินที่จะสร้างทางคมนาคมที่จะเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯกับหัวเมืองได้อย่างดีนัก คุณไม่มีเงินที่จะสร้างโรงเรียนพอที่จะกล่อมให้เด็กที่เกิดในชนบทได้เติบโตมากลายเป็นกลุ่มคนในรัฐสมัยใหม่อย่างเต็มภาคภูมิได้

เพราะฉะนั้น รัฐมันเล็กนิดเดียว จึงล้มอำนาจเดิมเสีย หากถามว่า แล้วมันไม่เกิดความปั่นป่วน วุ่นวายหรือ มันไม่เกิด เพราะมีการผลักดันให้ผู้นำท้องถิ่นในระดับเล็กมาก คือระดับหมู่บ้าน ระดับตำบลเป็นผู้นำแทน ให้คนเหล่านั้นเข้ามาดูแลแทนคนระดับใหญ่ จริงอยู่ที่มีการส่งข้าหลวงมาประจำที่ปัตตานี แต่ถ้าถามว่า ข้าหลวงมีอำนาจอะไร ก็ไม่มี อำนาจอาจจะมีทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติไม่มี เพราะรัฐนั้นเล็กนิดเดียว คำว่า เล็ก มีความหมายถึง ความอ่อนแอนั่นเอง
หากถามว่า ภายใต้การเกิดรัฐสมัยใหม่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา เมืองอย่างเช่น ปัตตานี อยู่ภายใต้การปกครองดูแลของใคร คำตอบคือ อยู่ภายใต้การปกครองของคนชั้นนำท้องถิ่นระดับเล็ก ซึ่งประกอบด้วยชนชั้นนำธรรมดา กับผู้รู้ทางศาสนา ทั้ง 2 กลุ่มนี้มีอิทธิพลค่อนข้างมาก

สำหรับหะยีสุหลง ผมคิดว่า ท่านสืบทอดประเพณีของโต๊ะครูหรืออูลามะอ์ ที่มีมาตั้งแต่โบราณในปัตตานี เราจะพบว่า มีอูลามะอ์บางคน หรือโต๊ะครูบางคนที่มีอิทธิพลเหนือระดับท้องถิ่นเล็ก ๆ เป็นที่รู้จักทั่วไปหมด ยกตัวอย่าง ท่านโต๊ะปันจัน หรือ โต๊ะยาว ที่ใคร ๆ ก็รู้จักในปัตตานี ถือว่าเป็นโต๊ะครูที่ดีคนหนึ่ง หะยีสุหลงก็สืบทอดประเพณีนี้มา ซึ่งรักษาสืบทอดกันมาตั้งแต่ตะวันออกกลาง แล้วก็สถาปนาตนเอง เป็นที่เคารพนับถือกันทั่ว ไม่ใช่เฉพาะท้องถิ่นเล็ก ๆ ไม่ใช่เฉพาะปัตตานี ไม่ใช่เฉพาะ 4 จังหวัด แต่นับถือกันทั่วไปหมด นาน ๆ ก็จะมีคนมีอิทธิพลเข้ามา แต่ก็ไม่ได้เข้ามาแทนที่สุลต่าน มันไม่เหมือนกัน หรือทำลายอำนาจของสุลต่านให้เล็กลง นาน ๆ จะมีคนที่มีชื่อเสียงเข้ามามีบทบาทสักทีหนึ่ง

ดังนั้น รัฐไทยเล็ก ๆ ที่มีความอ่อนแออย่างมาก ดำรงอยู่ได้อย่างไร ดำรงด้วยทหารหรือก็ไม่ใช่ กองทัพไทยไม่สามารถไปสู้กับชาติมหาอำนาจอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสได้ มันดำรงอยู่ได้หลายอย่าง อย่างที่สำคัญที่สุดคือ การรับรองสถานะของมหาอำนาจตะวันตก โดยการรับรองเขตแดน อย่างอังกฤษรับรองว่า เขตนี้เป็นเส้นแบ่งพรมแดนนี้เป็นของไทย เป็นต้น สรุปก็คือ รัฐสยาม เกิดขึ้นจากการรับรองของมหาอำนาจตะวันตก อันนี้คือ Territorial Integration ที่เกิดขึ้นในระยะแรก ที่จะปลุกขึ้นมาเป็นรัฐสมัยใหม่ ที่เรียกว่า สยาม ลำดับต่อมาก็เกิดการบูรณาการชนชาติขึ้นมา คือ National Integration คือค่อย ๆ เกิดขึ้น แต่ความเป็นประชาชาติของไทยที่สืบมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งอาจารย์ธเนศเขียนไว้ในหนังสืออย่างชัดเจนว่า ความเป็นชาติของไทยนั้น เป็นความเป็นชาติที่ไม่สมบูรณ์ เพราะมันเป็นความเป็นชาติที่ถูกใส่ลงมาจากข้างบนแต่ฝ่ายเดียว ไม่ได้เกิดจากสำนึกของประชาชนข้างล่างว่า เรามีผลประโยชน์ร่วมกัน เรามีความทรงจำบางอย่างร่วมกัน เรามีอะไรบางอย่างร่วมกัน ที่จะมารวมตัวกันเป็นชาติ อันเป็นลักษณะธรรมดาของการเกิดชาติในทางยุโรป และที่อื่น ๆ แต่ของเราไม่ใช่แบบนี้ เป็นการดันจากข้างบนลงมา

ฉะนั้น การเป็นชาติของเราจึงเป็นการเป็นชาติที่ไม่สมบูรณ์ ไม่มีพื้นที่สำหรับความแตกต่างหลากหลาย ถ้าเราดันมาจากข้างบนฝ่ายเดียว โดยไม่ได้เกิดมาจากข้างล่าง มันก็ไม่สามารถเปิดพื้นที่ของความแตกต่าง และความหลากหลายของประเทศไทย เราเรียนหนังสือมา ไม่สังเกตหรือว่า เราจะเป็นชนชาติไทย น้ำเนื้อเดียวกันหมดทั้งประเทศก็ไม่น่าใช่ เพราะความเป็นจริง เราก็เจอชนชาติหลากหลาย ทั้ง จีน แขก มอญ ฯลฯ เยอะแยะไปหมด ซึ่งเราจะมาจินตนาการอย่างไม่จริง ว่าประเทศไทยเราเป็นน้ำเนื้อเดียวกันหมด ย่อมไม่ใช่

เพราะฉะนั้น สิ่งที่มันบูรณาการนั้น มันคือบูรณาการอะไร คำตอบคือ มันบูรณาการในสิ่งที่มันไม่สัมผัสกับชีวิตความจริง เช่น มันบูรณาการทางกฎหมาย ซึ่งก็จะไปต่อเนื่องกับที่อาจารย์ธเนศเขียนไว้ถึงเรื่อง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำเนินการแก้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 บรรพ 6 แล้วคิดไปถึงว่า ในเมื่อเราเป็นชนชาติไทยเดียวกันหมดก็ต้องใช้กฎหมายฉบับเดียวกัน แล้วท่านก็ประกาศเป็นรัฐธรรมนูญออกมา ซึ่งจริง ๆ หากเราลองย้อนกลับไปดูว่า ความเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวนี้ มีมานมนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมีในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม มันมีมาตั้งแต่สมัย Territorial Integration บูรณาการทางดินแดน มีความพยายามบังคับลงมาจากข้างบนให้เราเป็นน้ำเนื้ออันเดียวกันมานานแล้ว โดยไม่ให้มีพื้นที่ความแตกต่างหลากหลาย ในขณะเดียวกัน ก็ใช้ระบบราชการหรือระบบบริหารเป็นกลุ่มสำคัญอีกอันหนึ่งในการบูรณาการชาติของเรา โดยส่งคนมาจากส่วนกลาง จับย้ายไปย้ายมา โดยถือว่า ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ระบบราชการเดียวกัน

ฉะนั้น ข้อเสนอข้อที่ 4 ของท่านหะยีสุหลงที่เสนอว่า ทำไมเราต้องอยู่ภายใต้ระบบราชการเดียวกัน ทำไมเราไม่สร้างระบบราชการชนิดที่เหมาะสมสำหรับท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ใหม่ ทางกรุงเทพฯได้ฟังก็ตกใจ ไม่เคยมีใครได้ยินข้อเสนอเช่นนี้มาก่อนเลย และเราก็ปฏิบัติเช่นนี้มาช้านานแล้วตั้งแต่สมัยเริ่มต้นการบูรณาการทางดินแดน จึงคิดไปไกลถึงขั้นว่า ท่านหะยีสุหลงจะคิดแยกดินแดนหรืออย่างไร ซึ่งข้อเสนอนี้ ไม่ได้แปลกอะไรเลย มีการยอมรับใช้กันทั่วไป อย่างในแถบ Mid – West ของอเมริกาเอง อิทธิพลของ Populism แบบอเมริกาแผ่ขยายในหมู่ข้าราชการ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 – 20 บางรัฐไม่ได้ใช้ระบบราชการเดียวกัน แต่มันกลับเป็นของประหลาดสำหรับประเทศไทย เพราะว่า National Integration (บูรณาการชนชาติ) มันไม่สมบูรณ์

แม้ในระบบการศึกษา หลักสูตรก็ยังมาบังคับจากส่วนกลาง หลักสูตรมาจากกระทรวงศึกษาธิการเหมือนกันหมดทั้งประเทศ อย่างเด็กเชียงใหม่เกิดอยู่บนดินแดนของพระเจ้าติโลกราชที่ท่านสร้างมาช้านาน แต่เด็กเชียงใหม่ไม่มีใครรู้จักท่านเลย กลับรู้จักแต่พระเจ้าบรมไตรโลกนาถ ทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นศัตรูกับพระเจ้าติโลกราชและรบแพ้พระเจ้าติโลกราชด้วย นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่จะเห็นว่า การศึกษาไม่ได้เปิดพื้นที่ของความแตกต่างหลากหลายในการเรียนรู้

อีกอันคือระบบภาษี เก็บมันเหมือนกันหมดทั่วประเทศ และก็สร้างให้เกิดปัญหากับชาวบ้าน บางแห่งชาวบ้านถึงกับไม่ยอมเสียภาษี เพราะว่าเราไม่มีพื้นที่ให้กับความแตกต่าง และนอกจากนั้นก็มีประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มาถึงช่วงนี้ การแข็งเมืองจึงกลายเป็นการแข็งขืนหรือการแข็งข้อ หากเรามองแค่เป็นการแข็งขืน แข็งข้อ มันก็ควรเป็นเรื่องที่เราเจรจาจัดการกันได้ แต่ผู้นำของรัฐไม่สามารถจะมองไปเป็นอื่นได้ อันเนื่องจากประสบการณ์ในชีวิตของเขา และประสบการณ์ที่เขาถูกสอนมา ไม่ได้มีพื้นที่สำหรับความแตกต่างหลากหลาย จึงกลับมองไปเป็นเรื่องของการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งก็คือ การไม่ยอมรับในอธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันเลย หากพูดเช่นนี้ รัชกาลที่ 1 ท่านบอกว่า ท่านไม่เคยรู้เรื่อง เพราะในสมัยก่อน เขาไม่ได้คิดเรื่องอธิปไตยแบบเรา พอรู้ว่ามีการแข็งเมือง ก็แค่แข็งเมือง ก็รบกันไป แต่ไม่ได้มีเรื่องของการไม่รักอธิปไตยของชาติ หรือแยกดินแดน เขาไม่รู้จัก แต่พอเรากลายเป็นรัฐประชาชาติขึ้นมา การไม่รักอธิปไตยก็คือ การแบ่งแยกดินแดน


ประเด็นที่ 3. คือเรื่องพื้นที่ทางการเมือง พื้นที่ทางการเมืองของไทยนับตั้งแต่เรารวมดินแดนในสมัยรัชกาลที่ 5 สืบมาจนกระทั่งถึงการรวมชาติในสมัยหลัง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา เป็นพื้นที่ที่แคบมาก หากเรานิยามการเมืองแปลว่า เราจะมาแบ่งการใช้ทรัพย์สมบัติของประเทศ หรือใช้ทรัพยากรธรรมชาติกันอย่างไร ใครเป็นคนใช้ ใช้เท่าไหร่ ใช้เมื่อไหร่ ใช้อย่างไร อย่างนี้เรียกว่า การเมือง โดยเป็นการต่อรองการใช้ทรัพยากรหรือสมบัติของชาติ หากคิดในความหมายนี้ พื้นที่ในการต่อรองทางการเมืองไทยนับว่าแคบมาก พื้นที่ทางการเมืองที่เป็นทางการมีเพียงแค่ในสภาผู้แทนราษฎร และสภาผู้แทนราษฎรเคยพูดอะไรบ้าง ( หลัง พ.ศ.2490 ) ที่เกี่ยวข้องทางศาสนาบ้างไหม เคยพูดเรื่องการใช้ทรัพยากรบ้างไหม เคยพูดเรื่องอัตลักษณ์บ้างไหม เคยพูดถึงเรื่องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมบ้างไหม หรือพูดเรื่องการกระจายอำนาจบ้างไหม แทบจะไม่มีเลย แต่กลับไปพูดถึงเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับชีวิตของเราเลย ในขณะที่ชีวิตของเรามันเกี่ยวข้องกับการจัดสรรการใช้ทรัพยากรอย่างแนบแน่น

ในช่วงระยะ 20 ปี ที่ผ่านมา ตั้งแต่รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูรานนท์ จนถึงยุค คณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย ฯ หรือ คปค. 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ท่านเคยสังเกตไหมว่า มันมีการเคลื่อนไหวของประชาชนในประเทศไทยอย่างสูงมาก อย่างประชาชนแถวปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี มีการเคลื่อนไหวต่อต้านการสร้างเขื่อนโดยนั่งประท้วงปิดกั้นแม่น้ำ เพื่อระงับไม่ให้มีการระเบิดแม่น้ำสร้างเขื่อน จนถึงกับต้องนำกำลังตำรวจไปกระชากออกมาให้ห่างจากแม่น้ำ อย่างการต่อสู้ของชาวบ้าน บ้านกรูด บ่อนอก ที่ต่อสู้เรื่องโรงไฟฟ้า ประเด็นเหล่านี้กลับไม่เคยเอาไปพูดกันในสภาสักนิดเดียว ท่ามกลางระบอบการปกครองที่อ้างว่า เป็นประชาธิปไตย ประชาชนที่ปัตตานีเคยต่อสู้ประท้วงการสร้างเขื่อนที่แม่น้ำปัตตานี แต่กลับไม่มีการพูดสักนิดเดียวในสภา มันไม่มีที่ไหนในโลก เนื่องจากพื้นที่แคบ ๆ ทางการเมืองในสภาของเราไม่เคยพูดถึงเรื่องความเสียหายของประชาชนเลย สิ่งที่กระทบชีวิตของเรา การกระจายอำนาจของเราก็ดี การใช้ทรัพยากรของเราก็ดี ศาสนาของเราก็ดี อัตลักษณ์ของเราก็ดี ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ความเป็นธรรมทางสังคม ไม่มีใครเอ่ยถึงในสภาเลย ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มีประชาชนถูกอุ้มหายไปประมาณ 100 กว่าคนเท่าที่สำรวจได้ แต่กลับไม่มีผู้แทนราษฎรทั้งจากปัตตานี ยะลา นราธิวาสแม้แต่คนเดียวที่ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีมหาดไทยในสภา ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

สภาคือพื้นที่ทางการเมืองที่ประชาชนจะเข้าไปเล่น แต่ในเมื่อพื้นที่ทางการเมืองของเรามันแคบขนาดนี้ การต่อสู้เรียกร้องในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราจริง ๆ จึงไม่อาจจะผ่านพื้นที่ทางการเมืองที่เป็นทางการได้ ไม่ใช่เฉพาะที่ปัตตานีเท่านั้น มันเป็นทั้งประเทศไทยเลย เราไม่สามารถใช้พื้นที่ทางการเมืองของเราได้ เมื่อไหร่ที่เราชุมนุมประท้วงโครงการของรัฐ ชุมนุมประท้วงนายทุนที่สร้างสิ่งต่าง ๆ ที่ทำลายสาธารณสมบัติ เวลาเราไปเชิญ ส.ส.มา เขาก็ไม่มากัน ฉะนั้น เราจะเคลื่อนไหวได้อย่างไรในสภา เราก็ต้องเคลื่อนไหวนอกพื้นที่ทางการเมือง การเคลื่อนไหวของประชาชนในภาคพื้นที่อื่น ๆ ก็เป็นเพียงราษฎรหัวแข็งเท่านั้น แต่เมื่อไหร่ที่มันเป็นการเคลื่อนไหวของ 3 จังหวัดภาคใต้ กลับกลายเป็นเรื่องแบ่งแยกดินแดน ซึ่งอาจจะเป็นอย่างที่อาจารย์ธเนศกล่าวไว้ว่า ชาติไทยนั้นเป็นการพัฒนาการสร้างชาติแบบไม่สมบูรณ์ มันไม่มีพื้นที่ให้ความแตกต่างหลากหลาย เพราะฉะนั้น ทั้ง 2 เรื่องนี้มันผูกพันกัน คือมี พื้นที่ทางการเมืองที่แคบ และมี ชาติที่ไม่สมบูรณ์ จึงทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ค่อนข้างยากมาก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือเรื่อง ท่านหะยีสุหลง ท่านเคลื่อนไหวทางการเมือง จนทำให้ถูกพิพากษาจำคุก น่าประหลาดมากที่การเคลื่อนไหวของท่านหากมาทำในปัจจุบัน หรือกระทำในพื้นที่อีสาน ภาคเหนือ คงไม่เกิดแบบนี้ การกระทำของท่านเพียงแค่ยื่นข้อเสนอ 7 ประการ และ 1 ใน 7 ข้อเสนอนั้น มีอยู่ว่า ขอให้ดินแดน 4 จังหวัดภาคใต้นั้น อยู่ภายใต้การปกครองดูแลของชาวมลายูมุสลิมท่านหนึ่ง ซึ่งมีอำนาจดูแลกำกับการทำงานทั้งหมดของ 4 จังหวัดภาคใต้ และน่าที่จะเป็น ท่านตวนกู มะไฮยิดดิน คือ บุตรชายของตวนกูอับดุล กอดีร์ สุลต่านองค์สุดท้ายแห่งปัตตานี ฉะนั้นตอนที่ท่านเคลื่อนไหวทางการเมือง ท่านพิมพ์หนังสือฉันทานุมัติให้ราษฎรเซ็นชื่อเห็นชอบให้ท่านตวนกู มะไฮยิดดิน มาปกครอง ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อเสนอ 7 ข้อที่ท่านเสนอไป นับเป็นเรื่องปกติธรรมดา โดยเขียนขึ้นเพื่อหวังว่า โต๊ะมะไฮยิดดินบอกท่านว่าจะไปพบนายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ก็จะได้ไปพร้อมกับหนังสือฉันทานุมัติ ซึ่งกลับกลายเป็นว่า ท่านถูกพิพากษาจำคุก โดยกล่าวหาว่าท่านไปดูหมิ่นรัฐ เพราะมีหนังสือนั้นมา และในหนังสือนั้นเขียนไว้ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐที่นั่นกดขี่ข่มแหงราษฎรอย่างไรบ้าง ดังนั้นจึงจะขอปกครองโดยให้คนมลายูมาดูแล แต่กลับถูกกล่าวหาว่าดูหมิ่นรัฐ โดยไปกล่าวหาว่ารัฐกดขี่ข่มเหงประชาชน

ประเด็นที่ 4. คือประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ ผมคิดว่า ความเป็นมลายู กับ ความเป็นมุสลิม นั้นแยกออกจากกันไม่ได้ อย่างน้อยก็ในสำนึกของท่านก็แยกไม่ได้ ซึ่งมีงานวิจัยเช่นนี้ออกมาหลายปีแล้ว ถ้าเราเป็นโอรัง-มลายู ก็แปลว่าต้องเป็นคนมุสลิมด้วย ผมยกตัวอย่างในประเทศมาเลเซีย มีชาวมลายูคนหนึ่งขอลาออกจากการเป็นมุสลิม เพื่อไปนับถือศาสนาคริสต์ คนเขางงกันทั้งประเทศ ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะกฏหมายมันไม่เปิดช่องให้ หากเราเป็นคนมลายูก็ต้องเป็นมุสลิม ทั้ง 2 อย่างนั้นไม่อาจแยกออกจากกันได้

อัตลักษณ์ความเป็นมุสลิมนั้นมีพื้นที่เยอะแยะไปหมด ผมสงสัยว่า น่าจะมีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามนอกเขต 4 จังหวัดภาคใต้นั้น น่าจะมีจำนวนมาก อย่างน้อยก็เท่ากับ 4 จังหวัดภาคใต้ อย่างที่จังหวัดกระบี่ น่าจะมีประชากรที่เป็นมุสลิมอยู่ประมาณ 48 เปอร์เซ็นต์ในตอนนี้ หรือครึ่งหนึ่งของจังหวัด ซึ่งนับว่าเยอะมากความเป็นมุสลิมมีไหม อัตลักษณ์มุสลิมนี้อยู่ในชาติไทยได้ไหม ไม่น่ามีปัญหา เพราะชาติไทยอ้างว่า ตนเองเป็น Secular State รัฐโลกียวิสัย อันนี้นับเป็นปัญหามาก ซึ่งรัฐโลกียวิสัยแบบของไทยก็เป็นรัฐโลกียวิสัยแบบปลอม ๆ หมายความว่า ในแง่หนึ่งคุณก็ประกาศว่าเป็นรัฐโลกียวิสัย แต่คุณเอางบประมาณจำนวนมากมาอุดหนุนพระพุทธศาสนาเต็มที่เลย ซึ่งถ้าเราเป็น Secular State จริง ๆ แบบบ้าสุดโต่งเหมือนในฝรั่งเศส ก็คือ เอาไม้กางเขนสวมออกนอกเสื้อเพื่อไปโรงเรียนไม่ได้ เพราะโรงเรียนไม่ใช่ที่ประกาศศาสนา ไม่ว่าจะเป็นคริสต์หรือมุสลิมก็ตาม

แต่ที่สำคัญก็คือว่า ไม่มีประเทศอิสลามที่ไหนในโลกที่สามารถอยู่ใน Secular State รัฐโลกียวิสัย ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะมันมีความขัดแย้งในตัวเองระหว่างกฎที่มนุษย์ออกกับกฎที่พระเจ้าออก คุณจะให้กฎที่มนุษย์ออกอยู่เหนือกฎที่พระเจ้าออกไม่ได้ เพราะฉะนั้น การเป็น Secular State นั้นเป็นปัญหาสำหรับคนอิสลาม รัฐไทยเมื่อไม่เปิดพื้นที่ให้กับความแตกต่างหลากหลาย เราไม่มาถกปัญหานี้กันว่า จะทำอย่างไรให้รัฐไทยสามารถที่จะให้คนมุสลิมสามารถที่จะอยู่ในรัฐนี้ได้โดยรู้สึกว่าไม่ต้องฝ่าฝืนบัญญัติของพระเจ้า

ผมคิดว่า ความเป็นอัตลักษณ์ มีสำคัญอย่างยิ่งของคนมุสลิม และความเป็นมลายู ส่วนความเป็นมลายูก็ไม่มีพื้นที่ในรัฐชาติไทย เพราะฉะนั้น จึงยากมากที่คนที่เป็นทั้งมลายูและคนมุสลิมพร้อมกันอยู่ในตัว จะไปเรียกร้องอะไรจากรัฐไทยหรือชาติไทยโดยไม่กระทบโครงสร้างเลย นับว่ายากมาก

คำถามที่น่าสนใจสำหรับพวกเราก็คือ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย มันจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ เพราะว่า ใน Liberal Democracy ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม มีหลายอย่างที่คนมุสลิมก็รับไม่ได้ เช่น เรามีการโหวตกฎหมายในสภา เราต้องยึดเสียงข้างมากในสภา มันอาจจะขัดกับหลักศาสนาก็ได้ ถ้าทุกคนใช้มือโหวต เป็นต้น

มันน่าสนใจตรงที่ ข้อเสนอ 7 ประการของหะยีสุหลง ข้อเสนอข้อที่ 1. ท่านบอกว่า คนที่เป็นมลายูมุสลิมที่จะเข้ามาปกครองดูแลการบริหารเมือง ท่านบอกว่า ประชาชนต้องเป็นคนเลือกมา ข้อเสนอแบบนี้ ถ้าเป็นในปากีสถาน จะต้องบอกว่า สภาอูลามะอ์เป็นผู้เลือก แต่ตรงนี้ท่านกลับเสนอว่า ประชาชนเป็นคนเลือก นับเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ สำหรับประเทศไทย เราลองคิดดูว่า คนที่จะมาทำอย่างนั้นได้ โดยรัฐบาลสยามหรือรัฐบาลทางกรุงเทพฯไม่กล้าปลด เพราะเนื่องจากมีฐานความชอบธรรมจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง กรุงเทพฯจึงไม่กล้าปลด นับว่าเป็นข้อเสนอที่ฉลาดมากของท่าน ที่จะไม่ถูกต่อต้านก็คือต้องให้ประชาชนเลือกโดยตรง ไม่งั้นทางกรุงเทพฯสั่งปลดนายกเทศมนตรีมาไม่รู้ต่อกี่คนแล้วในประวัติศาสตร์ แต่การเข้ามาโดยการเลือกตั้ง ผมว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้นำถูกเลือกมาจากประชาชนโดยตรง จะต้องกระทบต่อโครงสร้างของประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง

ประเด็นที่ 5 ประเด็นนี้ผมไม่ได้พูดมาจากความรู้ ความเข้าใจสังคมของมลายูมุสลิมใน 4 จังหวัดภาคใต้แต่พูดจากความเข้าใจเกี่ยวกับมนุษย์เท่าที่ได้เคยศึกษาสังคมอื่นมา ท่านเคยสังเกตไหมครับว่า เวลาพูดถึงชาวมลายูมุสลิม ไม่ว่ารัฐพูดก็ตาม หรือพวกท่านพูดก็ตาม หรือเวลาที่นักวิชาการที่เป็นมลายูมุสลิมพูดก็ตาม มันช่างเป็นสังคมที่เป็นน้ำเนื้อเดียวกันเหลือเกิน ซึ่งทำให้ผมไม่เชื่อ ผมไม่คิดว่า มันจะมีสังคมมนุษย์อะไรที่เป็นน้ำเนื้อเดียวกันมากขนาดนั้น มันมีความแตกแยกภายในแยะ จะเป็นการแตกแยกด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่เหตุผลทางศาสนาก็ตาม อย่างเช่นที่อาจารย์ฉวีวรรณ ท่านเคยศึกษาเรื่องชุมชนมลายูมุสลิมในปัตตานีแห่งหนึ่ง เมื่อเกือบ 20 ปีมาแล้ว ท่านพบเรื่องการเข้ามาของกลุ่ม “ กาบูฮูดา “ หรือ กลุ่มใหม่ หรือกลุ่มที่ตีความเรื่องศาสนาใหม่ ได้เข้ามาแล้วมีความขัดแย้งกับกลุ่มเก่าที่สอนศาสนาอยู่ในหมู่บ้านมาก่อน อย่างเช่น ขัดแย้งกันเรื่อง การดูเดือนรอมาฎอน โดยดูพระจันทร์ขึ้นลงไม่ตรงกัน วิธีละหมาดต้องคุกเข่าลงกี่หน ความเห็นไม่ตรงกัน แตกแยกกันขนาดพี่น้องในครอบครัวเดียวกันต้องทะเลาะกัน

ดังนั้น มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของทุกสังคมในโลกนี้ ที่มีความขัดแย้งภายใน เวลาที่รัฐพูดถึงสังคมมลายูมุสลิมก็ตาม นักวิชาการมลายูมุสลิมพูดถึงสังคมมลายูมุสลิมก็ตาม พูดประหนึ่งว่า มันไม่มีความขัดแย้ง แตกแยกภายในกันเลย เหมือนประหนึ่งว่า คนมลายูมุสลิมด้วยกันไม่เคยเอาเปรียบกันเลย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ สังคมที่ไหนก็ต้องมีทั้งคนได้เปรียบ เสียเปรียบ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีรัฐไทยอยู่หรือไม่ก็ตามแต่ ยิ่งมีโลกสมัยใหม่เกิดขึ้น ผมเชื่อว่า อย่างน้อยตั้งแต่ พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา พื้นที่ใน 3 – 4 จังหวัดภาคใต้นั้นเปลี่ยนแปลงมาก เพราะการคมนาคมที่เปลี่ยนไป และเหตุผลอื่น ๆ เยอะแยะ มันมีคนกลุ่มใหม่ ๆเข้ามา ประชาชนกลุ่มอื่นอพยพเข้ามาก็มาก นายทุนเข้ามาก็แยะ ตัวราชการเองก็โตขึ้นมาก รัฐไทยใหญ่ขึ้นตั้งแยะ มีคนแปลกหน้าเข้ามาเยอะแยะไปหมด ทั้งที่เป็นคนมุสลิม และไม่ใช่มุสลิม ทั้งที่เป็นคนมลายูและไม่ใช่มลายู

ผมคิดว่า ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอันนี้ คนกลุ่มต่างๆ เข้าไปเกาะที่ตัวโครงสร้างที่มันเป็นอยู่นี้ เพื่อหาประโยชน์จากโครงสร้างเหล่านั้น มีค่อนข้างมาก ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นในทุกสังคม เกาะได้มาก เกาะได้น้อยก็แล้วแต่ เกาะแล้วเอาเปรียบคนอื่น เกาะแล้วเสียเปรียบคน อย่างใดก็ตามแต่

ฉะนั้น ก็เหมือนกับทุกสังคมอื่น ๆ ในโลก การหาฉันทามติจากสังคม มันไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ ผมคิดว่า ในสังคมมลายูมุสลิมก็เหมือนกัน การหาฉันทามติในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ ในงานของอาจารย์ธเนศเอง เวลาพูดถึงหะยีสุหลง อาจารย์พูดถึงกลุ่มคนที่เป็นมลายูมุสลิมด้วยกัน แต่จริงแล้วยังมีกลุ่มอีกมากที่ไม่เห็นด้วยกับท่านหะยีสุหลง อาจารย์ไม่ได้เอามาอธิบายให้ชัดเจนว่า มันมีกลุ่มไหนบ้าง อย่างน้อยก็มีกลุ่มตระกูลอับดุลราบุตร เป็นต้น ซึ่งเป็นอีกตระกูลหนึ่งที่ไม่เอาด้วยกับท่านหะยีสุหลง นี่เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง และผมเชื่อว่า ยังมีมากกว่านั้นอีก ถึงแม้ว่า ท่านหะยีสุหลงจะมีอิทธิพลเป็นที่นับถือกว้างขวางอย่างไรก็ตาม คนที่ไม่เห็นด้วยกับท่านก็ต้องมี และก็เป็นมลายูมุสลิมเหมือนกัน

ผมคิดว่า แม้แต่การเคลื่อนไหวทางการเมืองของชาวมลายูมุสลิมเอง คุณจะเรียกว่า แบ่งแยกดินแดน ทวงดินแดนคืน เปิดพื้นที่ใหม่ อย่างไรก็แล้วแต่ มันไม่เคยเป็นกลุ่มก้อนอย่างนั้นเลย อย่าลืมว่า ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของชาวมลายูมุสลิม ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวภายในรัฐไทย คือเปิดพื้นที่สำหรับที่จะต่อรองภายในเงือนไขของรัฐไทยก็ตาม หรือ ไม่เปิดพื้นที่ในรัฐไทย แต่ไปซ่องสุมกำลังคนในการที่จะต่อสู้กับรัฐไทย แล้วเรียกตนเองว่า แบ่งแยกดินแดน ไม่เคยปรากฏว่า มีพรรคที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตัวอย่างง่าย ๆ คือ ไม่เคยมีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมาเลเซีย ภาคใต้ไทย ที่รวมทั้งหมด ตลอดเวลาที่ผ่านมา กลุ่มหนึ่งก็มีความเชื่อว่าต้องดึงเอาอินโดนีเซียสนับสนุน อีกกลุ่มหนึ่งกลับไม่เห็นด้วย ต้องพยายามปฏิวัติระบบสังคมของมลายูมุสลิมเอง อีกกลุ่มกลับบอกว่าไม่ใช่ เราต้องฟื้นฟูกลุ่มผู้นำทางศาสนา เช่น โต๊ะ อิหม่าม เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยรักษาโครงสร้างเดิมของมลายูมุสลิมไว้

เราจะเห็นได้เยอะแยะไปหมดว่า มันมีกลุ่มที่แตกต่างหลากหลาย ผมเชื่อว่า แม้แต่กลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มที่ใช้รุนแรงในเวลานี้ ก็ไม่ได้เป็นเอกภาพกัน มีลักษณะที่แตกต่าง หลายแนวทางด้วยกัน ผมคิดว่า ประเด็นนี้มีความสำคัญ แทนที่เราจะไปหลอกตัวเองว่า สังคมมลายูมุสลิมเป็นสังคมที่เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด

ประเด็นที่ 6. เรื่องความยุติธรรมจากรัฐ หลักการสำคัญอันหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ รัฐทุกที่ในโลกนี้ ไม่ใช่เฉพาะรัฐไทย ไม่เคยมีรัฐไหนสามารถตรวจสอบตนเองได้ว่า ตนเองมีความยุติธรรมหรือไม่ หากให้รัฐตรวจสอบตนเอง ก็จะพบว่า รัฐต้องบอกว่า รัฐยุติธรรมแล้วทุกที เพราฉะนั้น ถ้าเราต้องการความยุติธรรมจากรัฐ ถามว่า เฉพาะพื้นที่ในภาคใต้ มันมีอะไรบ้างที่จะเป็นผู้ตรวจสอบ เป็นผู้ทำให้เกิดความยุติธรรมขึ้นในรัฐ ผมคิดว่า เราร้องขอความยุติธรรมไม่ได้ เราร้องขอเสรีภาพไม่ได้ เราไม่สามารถให้รัฐยื่นสิ่งเหล่านี้ให้เราได้เฉย ๆ เราต้องมีสังคมที่เข้มแข็งพอ เฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ สังคมที่เข้มแข็งพอประกอบไปด้วย 3 ส่วน

ส่วนที่1.ประกอบด้วย สังคมในท้องถิ่น ของตนเอง ผมเชื่อว่า ถ้าคนในท้องถิ่นไม่ลุกขึ้นมารักษาความยุติธรรมให้เกิดขึ้นให้ได้ มันก็ไม่มีทางเกิด เป็นไปไม่ได้ และคนในท้องถิ่นปัตตานี ยะลา นราธิวาส ก็เคยลุกขึ้นมาแล้วในการที่จะรักษาความยุติธรรมเอง เช่น การประท้วงที่สะพานกอตอ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน กรณีของการประท้วงการสร้างเขื่อนที่แม่น้ำปัตตานี นั่นก็ประสบความสำเร็จ แต่ประสบความล้มเหลวก็แยะ ไม่ได้หมายความว่า ทุกครั้งที่ลุกขึ้นสู้จะประสบความสำเร็จหมด แต่ผมเชื่อว่า สังคมท้องถิ่นต้องมีความเข้มแข็งพอที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้ในเวที ซึ่งเวทีนั้นมันมีพื้นที่ที่แคบ พื้นที่นั้นมันจะไม่มีวันขยายเองเป็นอันขาด จนกว่าเราจะดันให้มันขยายขึ้นมา

ส่วนที่ 2. สังคมไทยในวงกว้าง อย่างเช่น คนภายนอกอย่างผม อย่างอาจารย์มารค อาจารย์ธเนศ ฯลฯ สามารถเข้ามาช่วยได้ และเราก็พยายามที่จะช่วย เพราะอย่างที่อาจารย์มาร์คพูดว่า ปัญหาของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถแก้ได้ไม่ใช่ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่แก้ได้ที่รัฐไทย รัฐไทยต้องเปลี่ยน และรัฐไทยจะเปลี่ยนได้นั้น สังคมไทยในวงกว้างต้องบีบบังคับให้รัฐไทยเปลี่ยน อยู่เฉย ๆ มันไม่มีวันเปลี่ยน จนกว่าจะต้องบีบให้มันเปลี่ยน โดยการบีบผ่านสื่อ บีบผ่านการให้การศึกษา ให้คนรู้ ให้คนเข้าใจ เหล่านี้เป็นต้น อย่างเช่นที่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเปิดสอนหลักสูตรมลายูศึกษาที่เชียงใหม่ แล้วทำไมต้องเปิดที่เชียงใหม่ ก็เชียงใหม่เป็นตัวปัญหา ยังมีคนอีกมากที่ไม่เข้าใจว่า พี่น้องร่วมชาติอื่น ๆ เขาอยู่กันอย่างไร เราต้องรู้จักเขา ดังนั้นไม่ใช่ว่าปัญหาของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะอยู่เฉพาะที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้นตอของปัญหาทั้งหมด มันอยู่ที่ความไม่ลงรอยของรัฐไทยที่เราได้พูดถึงมาแล้วเมื่อช่วงเช้า เพราะฉะนั้นสังคมไทยในวงกว้างจึงมีความสำคัญ

ส่วนที่ 3. สังคมส่วนที่เหลือคือ สังคมโลก ซึ่งในอนาคตที่พอจะมองเห็นได้ ผมเชื่อว่า โลกไม่สนใจ ทุกวันนี้ เราเริ่มจะยอมรับกันแล้วว่า มาเลเซียไม่มีวันเกี่ยวกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของไทย และเหตุผลที่ผมคิดว่า มาเลเซียไม่มีวันเกี่ยวเพราะว่า มาเลเซียย่อมมองเห็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนสำคัญกว่าอย่างอื่นทั้งหมด ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มาเลเซียมีต่อประเทศไทยนั้น มันมโหฬารเกินกว่าที่เขาจะมาทำอะไรอย่างนั้นในภาคใต้ เขาอยากจะเห็นประเทศไทยที่สงบสุขเพื่อจะได้หาประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ มากกว่าที่จะหาประโยชน์จากความวุ่นวายที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ทีวีทุกเครื่องที่เราซื้อมันผลิตที่อยุธยาและมาเลเซีย มันไม่ได้ผลิตที่ใดที่หนึ่ง เวลานี้เราเป็นโรงงานให้กับญี่ปุ่นเท่า ๆ กันทั้งคู่ คือใครถนัดอะไรก็ผลิตกันตรงนั้น แล้วมาประกอบเข้ากันที่บางปะอินบ้าง ที่มาเลเซียบ้าง และถือเป็นตลาดร่วมกันในสายตาของญี่ปุ่น

ดังนั้น ในอนาคตอันใกล้ข้างหน้าที่เรามองเห็นได้ โลกจะไม่สนใจปัญหาชายแดนภาคใต้ไทย ทำท่าสนใจ แต่จริง ๆ แล้วไม่สนใจ เพราะมันมีผลประโยชน์อื่นบดบังมากกว่า หากถามว่าอเมริกาหรือจะมาทำอะไรประเทศไทย ผลประโยชน์ที่อเมริกามีอยู่ในประเทศไทย มันมากกว่าที่จะมาทำอะไรกันตรงนี้ ฉะนั้น ผมจึงคิดว่า มันเหลือเพียง 2 ที่ คือ สังคมท้องถิ่น กับ สังคมไทยเอง ที่จะต้องแก้ปัญหาตัวเอง ส่วนสังคมโลกไม่มีความหมาย และทั้ง 2 อันนี้มันมีเงือนไข มันมีปัจจัยที่ไม่ง่าย การที่จะทำให้สังคมท้องถิ่นเคลื่อนไหวเพื่อที่จะขยายพื้นที่ทางการเมืองของตนเอง เคลื่อนไหวเพื่อที่จะรักษาความยุติธรรมอันพึงที่จะได้จากรัฐก็ตาม ทำให้สังคมไทยทั้งหมดเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันจากคนที่แตกต่าง จากคนที่มีความหลากหลายจากเราก็ไม่ใช่ง่ายทั้ง 2 อย่าง แต่มันเป็นทางออกทางเดียวที่เราจะทำได้ ไม่คิดว่าจะมีหนทางอื่น

ประเด็นที่ 7. เป็นประเด็นสุดท้ายคือ ความสมานฉันท์ ผมคิดว่า สมานฉันท์ถูกใช้เป็นคาถาในการเรียกร้องความสมานฉันท์โดยฝ่ายรัฐตลอดเวลา แต่รัฐกลับไม่มีความจริงใจในการสมานฉันท์ เพราะเหตุที่ว่า สมานฉันท์เกิดขึ้นได้จาก

1. ความจริง คุณต้องทำความจริงให้ปรากฏ การที่เราจะสมานฉันท์กันได้ จะรักกัน จะให้อภัยต่อกันได้ เราต้องรู้กันก่อนว่าเราทำอะไรผิด แต่ปรากฏว่ากระบวนการที่จะเปิดเผยความจริงทั้งหมดของความสัมพันธ์ระหว่างชาวมลายูมุสลิมกับรัฐไทย มันไม่ได้เคยถูกเปิดเผยอย่างจริงจังสักที ก่อนที่คุณจะให้อภัยผม ก่อนที่ผมจะให้อภัยคุณ เราต้องรู้ก่อนว่า ใครทำอะไรกันมาบ้าง ผิดแค่ไหน ถูกแค่ไหน จึงจะให้อภัยกันได้ ตราบใดที่เราไม่มีความพยายามที่จะเปิดเผยความจริงกันอย่างแท้จริง กรณีกรือเซะก็ตาม กรณีตากใบก็ตาม และกรณีอื่น ๆ อย่าง กรณีหะยีสุหลง ทุกวันนี้ก็ไม่มีใครที่จะพูดอะไรได้ว่าท่านถูกกระทำโดยรัฐ เพราะไม่มีหลักฐานอะไรที่จะพูดว่าอย่างนั้น แต่ก็รู้กันอยู่ว่า ท่านเสียชีวิตอย่างทารุณโหดร้ายเพราะอะไร แต่รัฐไม่เคยยอมรับว่า ครั้งหนึ่งเราปล่อยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมาทำอะไรต่อประชาชนได้ถึงขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้น ถามว่า ลูกหลานหรือผู้ที่นับถือท่านหะยีสุหลงจะให้อภัยรัฐได้ไหม ในเมื่อรัฐบอกว่า เขาไม่ได้เป็นคนทำ มันก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น การพูดความจริงเป็นเรื่องใหญ่

2. เราต้องแก้ปัญหาเรื่อง ชาติ อย่างที่เคยพูดว่า ชาติไทยเป็นชาติที่พัฒนาไม่ถึงจุดสมบูรณ์สุดของมัน เราต้องพัฒนาให้มันถึงจุดสมบูรณ์สุดให้ได้ ต้องไม่มีความเหนือกว่าของกลุ่มชาติพันธุ์ใดในชาติ เราทุกคนต้องเท่าเทียมกัน ถ้าไม่อย่างนั้น มันก็ไม่เกิดชาติ คำว่าชาติคือคำว่าเสมอภาคนั่นเอง ไม่เคยมีครั้งไหนที่เรามีรัฐ แล้วทุกคนเท่าเทียมกันหมด แต่เราพยายามสร้างชาติขึ้นมาโดยพยายามรักษาความไม่เท่าเทียมกันที่มันเคยมีอยู่ ให้มันคงไว้ต่อไป ซึ่งคุณต้องแก้โจทย์นี้ให้ได้ ถ้าเราแก้โจทย์นี้ไม่ได้ ก็ไม่สามารถที่จะเปิดพื้นที่ให้กับชาวมลายูมุสลิมได้

ปัญหาอีกอันที่ผมทิ้งค้างไว้เมื่อช่วงเช้าคือ ปัญหาเรื่องเกี่ยวกับ Secularism รัฐโลกียวิสัย (Secular State) จะทำอย่างไร อย่างที่มีคนพูดถึงเรื่อง Revolution คุณต้องกระจายอำนาจ เราต้องกระจายอำนาจจริง ๆ ไม่ใช่การกระจายอำนาจหลอก ๆ จนถึงที่สุดแม้แต่การที่คุณจะต้องมีเขตปกครองพิเศษ ซึ่งจะแปลว่าอะไร ก็ไม่ทราบ แต่ถ้าจำเป็นจริง ๆ จะต้องมี ก็ต้องมี ผมเคยถามอาจารย์ธเนศที่เคยเรียนรัฐศาสตร์มาเหมือนกัน ว่า Unitary State รัฐเดี่ยว รัฐศาสตร์เขานิยามว่าอะไร ท่านบอกไม่รู้เหมือนกัน ดังนั้น ในที่สุดแล้ว การที่รัฐธรรมนูญมากำหนดว่า ประเทศไทยจะต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกมิได้ การที่เขาจะบอกว่า พื้นที่ 3 – 4 จังหวัดภาคใต้มีระบบปกครองอีกระบบหนึ่ง มันจะเป็นการแบ่งแยกดินแดนตรงไหน ก็ยังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอยู่ ไม่เห็นแปลกอะไร

เพราะฉะนั้น เราต้องยอมรับความแตกต่างหลากหลายของระบบปกครองเพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่ของเขา คนของเขา วัฒนธรรมของเขา ดังนั้น ข้อเสนอ 7 ประการของท่านหะยีสุหลง ข้อที่ 1. เขตปกครองพิเศษ มันไม่เหมือนที่อื่น มันเป็นเขตที่มีคนถูกเลือกตั้งขึ้นมา แล้วก็เป็นผู้ดูแลทั้ง 3 – 4 จังหวัดนี้ คุณอาจจะไม่เอาโมเดลนี้ แต่คุณต้องคิดโมเดลที่มันเหมาะกับพื้นที่นี้ จะเป็นอย่างไรผมก็ไม่ทราบ และเมื่อมันมีเขตปกครองพิเศษ เราต้องคิดถึงสิทธิของคนกลุ่มน้อย

ผมขอยกคำพูดของอาจารย์เกษียร เตชะพีระ ท่านบอกว่า
“ พวกเราทุกคนซึ่งอยู่ตรงนี้เป็นคนส่วนน้อยหมด แล้วแต่คุณจะขีดวงไว้ตรงไหน ชาวมลายูมุสลิมเป็นคนส่วนน้อยในรัฐไทย คนไทยเป็นคนส่วนน้อยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นคนมลายู เราคือคนส่วนน้อย ฉะนั้น เราจึงต้องอ่อนไหวกับเรื่องสิทธิของคนส่วนน้อยให้มาก เพราะทุกคนเป็นคนส่วนน้อยหมด ไม่มีใครเป็นคนส่วนใหญ่สักคน “

ฉะนั้น ถ้ามันมีเขตปกครองพิเศษ จะต้องตกลงยังไง ผมก็ไม่ทราบ โดยรายละเอียด แต่ต้องคิดถึงสิทธิของคนส่วนน้อย คือคนที่ไม่ใช่มุสลิม ซึ่งเขาอยู่ร่วมกันที่นี่มาหลายชั่วคนแล้ว เขาจะอยู่กันอย่างไร อันนี้ผมขอโยนลูกบอลให้ทางฝ่ายมลายูมุสลิมคิดบ้างแล้วว่า หากคุณจะอยู่ร่วมกับเขา คุณต้องกำหนดกติกาขึ้นมาเพื่อให้เขาอยู่ได้สบาย อย่างที่คุณอยากอยู่อย่างสบาย ไม่ว่าคุณจะแยกดินแดน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในเขตปกครองพิเศษ ไม่ว่าจะอะไรก็ตามแต่ การไม่คิดถึงสิทธิของคนกลุ่มน้อย ก็จะเกิดปัญหาตลอดไป ถ้าอยู่ในประเทศไทย ก็จะเกิดปัญหากับประเทศไทย ถ้าแยกเป็นรัฐอิสระ ก็จะเกิดปัญหากับรัฐอิสระ เพราะมันไม่มีหรอก หากเราลองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์มลายู ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของชนชาติมลายู เป็นประวัติศาสตร์ของรัฐ ของเมือง ที่มีความหลากหลายที่สุดก็ว่าได้ เนื่องจากอยู่ริมทะเล ใคร ๆ ก็มาอยู่ตรงนี้ คนนานาประเทศต่างก็มาอยู่ตรงนี้ ดังนั้นคนมลายูมุสลิมล้วนมีประสบการณ์กับการอยู่ร่วมกับคนส่วนน้อยมาอย่างยาวนานมาก เราต้องดึงเอาความสามารถนั้นกลับมาใหม่ เพื่อจะใช้กับการที่จะมาอยู่ต่อไปข้างหน้า

สุดท้าย ผมขอพูดเรื่อง ความสมานฉันท์ ก็คือว่า คุณต้องยอมรับอัตลักษณ์ของมลายู ผมคิดว่า ปัญหาเรื่องศาสนาอิสลามไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ที่ผมทิ้งไว้เมื่อช่วงเช้าว่า ผมสงสัยว่ามีคนมุสลิมที่อยู่นอกเขต 3 จังหวัดภาคใต้ มากกว่าคนมุสลิมที่อาศัยในเขต 3 จังหวัดภาคใต้เสียอีก แต่คนเหล่านั้นกลับไม่มีปัญหา ที่มันมีปัญหาจริง ๆ คือ ความเป็นมลายู อัตลักษณ์ที่คุณรู้สึกสำคัญและถูกย่ำยีอย่างมากคือ ความเป็นมลายู แต่อย่างที่ผมบอกในตอนต้นว่า คุณแยกทั้ง 2 อย่างออกจากกันไม่ได้ เพราะสำนึกของคนมลายูกับความเป็นมุสลิมนั้นมันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแยกไม่ออก และด้วยเหตุผลที่รัฐไทยไม่เปิดพื้นที่ให้คนอิสลามต่อสู้ได้ จึงจำเป็นต้องซ่อนการต่อสู้ ต่อรองกับรัฐมาในรูปของศาสนาอิสลามทุกที ไม่สามารถต่อรอง ต่อสู้ในเรื่องของความเป็นมลายูได้ ผมว่า เราต้องยอมรับความจริง คุณอยากเป็นมลายู คุณต้องอยู่ในรัฐนี้ให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็ยุ่ง เพราะทุกคนจะทำแบบคนจีนหมด โดยสามารถหลบตนเองให้กลายเป็นไทยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ แต่คนมลายูทำแบบนั้นไม่ได้ เมื่อทำไม่ได้ คุณก็ต้องเป็นมลายู และรัฐต้องยอมรับความเป็นมลายูมุสลิม

และในบรรดาความเป็นมลายูทั้งหมด เรื่องภาษาเป็นเรื่องที่สำคัญ ผมเห็นด้วยกับทาง กอส. เป็นอย่างยิ่งในการมีข้อเสนอบอกว่า “ทำไมการศึกษาในเขตพื้นที่ 3 – 4 จังหวัดภาคใต้ จะเริ่มศึกษาประถม 1 ถึง ประถม 6 ด้วยภาษามลายูไม่ได้” ในเมื่อคนเขาเกิดมลายู เขาก็น่าจะใช้ภาษามลายูได้ การเรียนมันไม่ได้เรียนเพียงแค่ภาษาอย่างเดียว โรงเรียนนั้นสอนวิชาอื่น ๆ ทุกอย่าง เมื่อเราเรียนเราก็ใช้ภาษามลายูไป เมื่อเราจบชั้นประถม แล้วเริ่มเรียนมัธยม เราก็สามารถเรียนภาษาไทยเหมือนกับเป็นภาษาต่างประเทศภาษาหนึ่งได้ จริง ๆ ภาษาไทยไม่ได้แข่งกับภาษามลายู อย่างไร ๆ คนมลายูก็ไม่สามารถรู้ภาษามลายูอย่างเดียวได้ ที่จะอยู่ในโลกปัจจุบันนี้ คุณต้องรู้ภาษาที่สอง หนีไม่พ้น ถ้าไม่เป็นภาษามลายูแบบมาเลเซีย ก็ต้องเป็นภาษาอาหรับ ภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน ภาษาฝรั่งเศส สำหรับภาษาไทยนั้นแข่งกับภาษาพวกนี้ ไม่ได้มาแข่งกับภาษามลายูท้องถิ่น แต่เราต้องไปแข่งกับภาษามลายูหลวง มลายูกัวลาลัมเปอร์โน่น หรือแข่งกับภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศสต่างหาก

สิ่งที่น่าเสียดายสำหรับภาษามลายูท้องถิ่นที่สุดก็คือว่า ทุกภาษาในโลกนี้ เมื่อตอนที่เรากำลังจะเข้ามาสู่สมัยใหม่ เรามีโอกาสพัฒนาภาษา แต่มันมีภาษาอีกเป็นร้อยเป็นพันภาษาที่ไม่มีโอกาสพัฒนาภาษา คือคุณไม่สามารถใช้ภาษานั้นในการที่จะสื่อสารของโลกสมัยใหม่ได้ ผมเคยถามกับเพื่อนที่เป็นคนเชียงใหม่โดยกำเนิดว่า ให้สอนวิชาประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นวิชาที่ง่ายแล้ว ด้วยภาษาคำเมืองได้ไหม เพื่อนผมทดลองดูก็คิดไม่ออก สอนไม่ได้ คิดไม่ทันที่จะเอาคำเมืองมาใช้อธิบายแนวคิดบางอย่าง คงยากมากเลย ผมกำลังสงสัยว่า แม้แต่ภาษามลายูท้องถิ่นก็อาจจะยากเหมือนกัน คงทราบกันว่า ภาษามลายูนั้นถูกพัฒนาก่อนเพื่อนที่สุด และไปได้ไกลที่สุดคือ อินโดนีเซีย เมื่ออินโดนีเซียรับภาษามลายูเป็นภาษาอินโดนีเซียแล้ว มันมีการพัฒนาภาษามลายูในอินโดนีเซียมากกว่าในมาเลเซียด้วยซ้ำไป แล้วเป็นภาษาที่ใช้ทางวิชาการ ใช้แต่งวรรณคดี ใช้อะไรได้ร้อยแปด มาเลเซียเสียอีก ที่มาพัฒนาภาษาตามมาในภายหลัง ผมคิดว่า ภาษามลายูท้องถิ่นเสียโอกาสอันนี้ เหมือนกับที่ภาษาคำเมืองในเชียงใหม่เสียโอกาส ภาษาอีสานเสียโอกาส อย่างเดียวกัน คือ ไม่ได้มีโอกาสที่จะถูกใช้เอามาเขียนนิยายรัก เอามาใช้อธิบายวิทยาศาสตร์ และอธิบายอื่น ๆ อีกร้อยแปด เราต้องเปิดโอกาสอันนี้ให้ภาษามลายูท้องถิ่นได้มีโอกาสพัฒนาตนเอง แน่นอน ภาษามลายูหลายคำเราอาจต้องยืมมาจากภาษามาลายูที่ใช้กันในมาเลเซีย อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

เพราะฉะนั้น ความเป็นอัตลักษณ์มลายู เราต้องยอมรับ รัฐต้องยอมรับ ถ้าเราจะสมานฉันท์กัน เราต้องยอมรับว่า คุณกับผมนั้นมีความแตกต่างกัน จะเหมือนกันก็มี ต่างกันก็มี การยอมรับเช่นนี้เท่านั้น จึงจะทำให้เกิดความสมานฉันท์ได้จริง สมานฉันท์ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้จากการท่องคาถาสมานฉันท์ตลอดเวลา โดยไม่ทำอะไรเลย เป็นไปไม่ได้


อ่านความคิดเห็นต่อบทความนี้
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทาง southwatch ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ชื่อ/e-mail ของคุณ : *
ความคิดเห็น :
 *
คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก
 
Copyright (c) 2006 southwatch.org All rights reserved....